ป้ายกำกับ เรียนต่อจีน

เที่ยวชิงเต่าไปไหนดี? รวมคาเฟ่ ที่เที่ยว ร้านอาหาร และจุดถ่ายรูปใน Qingdao

ถ้าพูดถึงเมืองน่าเที่ยวและน่าใช้ชีวิตในประเทศจีน ชื่อของ ชิงเต่า หรือ Qingdao (青岛) อาจยังไม่ใช่เมืองแรกที่คนไทยนึกถึง แต่หลังจากเดียร์ได้ลองมาเที่ยวและใช้ชีวิตที่นี่ด้วยตัวเอง ต้องบอกเลยว่าเมืองนี้มีเสน่ห์กว่าที่คิดมาก

ชิงเต่าเป็นเมืองชายทะเลที่รวมหลายบรรยากาศเอาไว้ในเมืองเดียว ทั้งชายฝั่งทะเล ถนนที่มองลงไปเห็นน้ำ อาคารสไตล์ยุโรป ย่านเมืองเก่า คาเฟ่ริมทะเล และโซนเมืองใหม่ที่มีตึกสูงและโรงแรมหรู

ในบางมุมให้ความรู้สึกเหมือนกำลังเดินอยู่ในเมืองชายทะเลของยุโรป แต่เมื่อเลี้ยวเข้าอีกถนนหนึ่งก็จะกลับมาเป็นเมืองจีนที่เต็มไปด้วยร้านอาหาร คาเฟ่ และชีวิตประจำวันของคนท้องถิ่น

บทความนี้เดียร์รวบรวมพิกัดที่ได้ไปจริง รวมถึงสถานที่ที่สามารถจัดเป็นเส้นทาง Qingdao City Walk ได้ เหมาะทั้งกับคนที่กำลังวางแผนเที่ยวชิงเต่า และนักเรียนที่สนใจมาเรียนภาษาจีนหรือเรียนต่อในเมืองนี้


ชิงเต่าเหมาะกับการเที่ยวแบบไหน?

ชิงเต่าเหมาะมากสำหรับคนที่ชอบเที่ยวแบบไม่ต้องเร่งรีบ สามารถใช้เวลาหนึ่งวันเดินเล่นตามเมืองเก่า แวะคาเฟ่ ถ่ายรูปกับสถาปัตยกรรมยุโรป และจบวันด้วยการนั่งชมทะเลหรือดื่มที่บาร์ของโรงแรม

เมืองนี้ไม่ได้มีเพียงแลนด์มาร์กใหญ่ ๆ แต่จุดเด่นจริง ๆ คือบรรยากาศระหว่างทาง เช่น

  • ถนนที่ลาดลงไปเห็นทะเล
  • บ้านและอาคารหลังคาสีแดง
  • โบสถ์สไตล์ยุโรป
  • ทางเดินเลียบชายฝั่ง
  • คาเฟ่ที่มองเห็นทะเลจากหน้าต่าง
  • ย่านเมืองเก่าที่เดินถ่ายรูปได้ตลอดทาง

สำหรับคนที่ชอบเดิน ชิงเต่าเป็นเมืองที่สนุกมาก เพราะหลายสถานที่ในเขตเมืองเก่าอยู่ไม่ไกลกัน สามารถจัดเป็นเส้นทางเดินเที่ยวหนึ่งวันได้โดยไม่ต้องขึ้นรถตลอดเวลา


พิกัดเที่ยวชิงเต่าในเขตเมืองเก่า

1. Zhanqiao Pier — สะพานจ้านเฉียว

ชื่อภาษาจีน: 栈桥
คำค้นหาในแผนที่จีน: 青岛栈桥

Zhanqiao Pier ถือเป็นหนึ่งในแลนด์มาร์กสำคัญที่สุดของชิงเต่า ตัวสะพานทอดยาวจากฝั่งออกไปในทะเล และมีศาลาจีนทรงแปดเหลี่ยมอยู่บริเวณปลายสะพาน

บริเวณนี้เหมาะกับการเริ่มต้น Qingdao City Walk เพราะอยู่ใกล้สถานีรถไฟชิงเต่า ย่าน Zhongshan Road และเขตเมืองเก่า

สิ่งที่เดียร์ชอบคือบรรยากาศริมทะเล มีนกนางนวลจำนวนมาก โดยเฉพาะในบางฤดูกาล นักท่องเที่ยวและคนท้องถิ่นจะมาเดินเล่น ให้อาหารนก และถ่ายรูปริมชายฝั่ง

แนะนำให้มาช่วงเช้า หากอยากได้รูปที่คนน้อย หรือช่วงเย็นสำหรับแสงสวยและบรรยากาศคึกคัก

เหมาะสำหรับ:
เดินเล่นริมทะเล ถ่ายรูป ชมวิว และเริ่มต้นเส้นทางเที่ยวเมืองเก่า


2. St. Michael’s Cathedral — โบสถ์เซนต์ไมเคิล

ชื่อภาษาอังกฤษ: St. Michael’s Cathedral
ชื่อภาษาจีน: 圣弥厄尔教堂
คำค้นหาในแผนที่จีน: 青岛天主教堂

อีกหนึ่งภาพจำของชิงเต่าคือโบสถ์คาทอลิกที่มีหอคอยคู่และหลังคาสีแดง ตั้งอยู่ท่ามกลางอาคารในเขตเมืองเก่า

สถาปัตยกรรมของบริเวณนี้ให้ความรู้สึกแบบยุโรปมาก โดยเฉพาะเมื่อเดินผ่านตรอกและถนนรอบโบสถ์ จึงเป็นหนึ่งในจุดที่นักท่องเที่ยวนิยมมาถ่ายรูป

รอบ ๆ มีทั้งร้านกาแฟ ร้านขนม ร้านขายของที่ระลึก และพื้นที่นั่งพัก สามารถใช้เวลาเดินเล่นบริเวณนี้ประมาณ 30–60 นาที หรือนานกว่านั้นสำหรับคนที่ต้องการถ่ายรูปหลายมุม

ทิปถ่ายรูป:
ลองถ่ายจากถนนด้านล่างเพื่อเก็บตัวโบสถ์ทั้งสองหอ หรือขึ้นไปยังจุดชมวิวของ Manxin Hotel เพื่อถ่ายภาพโบสถ์จากมุมสูง


3. Zhongshan Road — ถนนจงซาน

ชื่อภาษาจีน: 中山路
คำค้นหาในแผนที่จีน: 青岛中山路

Zhongshan Road เป็นถนนสำคัญในเขตเมืองเก่าของชิงเต่า เชื่อมระหว่างโซน Zhanqiao Pier กับพื้นที่รอบ St. Michael’s Cathedral

ระหว่างทางมีอาคารเก่า ร้านอาหาร ร้านขายขนม และร้านค้าต่าง ๆ เหมาะกับการเดินชมเมืองมากกว่าการรีบเดินจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่ง

ช่วงกลางวันจะเห็นรายละเอียดของอาคารชัดเจน ส่วนช่วงเย็นร้านค้าและไฟตามถนนจะเริ่มเปิด ทำให้บรรยากาศแตกต่างออกไป

สำหรับคนที่มีเวลาไม่มาก สามารถจัดเส้นทางสั้น ๆ เป็น

Zhanqiao Pier → Zhongshan Road → St. Michael’s Cathedral → Manxin Hotel Rooftop

เส้นทางนี้ครอบคลุมทั้งทะเล เมืองเก่า สถาปัตยกรรม และจุดชมวิวภายในครึ่งวัน


4. Dabaodao Cultural and Leisure District

ชื่อภาษาจีน: 大鲍岛文化休闲街区
คำค้นหา: 大鲍岛文化休闲街区

Dabaodao เป็นย่านที่ได้รับการปรับปรุงจากเขตเมืองเก่าให้กลายเป็นพื้นที่ท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม มีอาคารเก่า ร้านค้า คาเฟ่ และมุมถ่ายรูปหลายจุด

บรรยากาศของย่านนี้มีทั้งความย้อนยุคและความร่วมสมัย เหมาะกับคนที่ชอบเดินเล่นแบบไม่ต้องมีแพลนตายตัว

บางช่วงของปีจะมีการตกแต่งตามเทศกาล มีร้านป๊อปอัปและงานศิลปะ ทำให้เหมาะกับการมาในช่วงบ่ายและเดินต่อไปยัง Zhongshan Road


5. Daxue Road — กำแพงแดงถนนมหาวิทยาลัย

ชื่อภาษาจีน: 大学路
จุดยอดนิยม: 大学路网红墙

บริเวณกำแพงสีแดงของ Daxue Road เป็นหนึ่งในจุดถ่ายรูปยอดนิยมของชิงเต่า จุดเด่นคือกำแพงสีแดง ขอบหลังคาสไตล์จีน และป้ายถนน Daxue Road

บริเวณใกล้เคียงยังมีคาเฟ่ ร้านเล็ก ๆ และภาพวาดตามกำแพง ให้บรรยากาศวัยรุ่นมากกว่าย่านเมืองเก่าส่วนอื่น

จุดนี้เหมาะกับการจับคู่กับ Xiaoyushan Park, Badaguan หรือพื้นที่ชายฝั่งในโซนใกล้เคียง


จุดชมวิวและจุดถ่ายรูปชิงเต่า

6. จุดชมวิวบนดาดฟ้า Manxin Hotel

ชื่อโรงแรม: Manxin Hotel Qingdao Zhanqiao Railway Station
ชื่อภาษาจีน: 青岛栈桥火车站漫心酒店
คำค้นหา: 漫心酒店 青岛栈桥

หนึ่งในจุดถ่ายรูปที่เดียร์ชอบมากคือดาดฟ้าของ Manxin Hotel เพราะสามารถมองเห็นทั้งหลังคาสีแดงของเมืองเก่า St. Michael’s Cathedral และวิวเมืองชิงเต่าในมุมสูง

มุมนี้ให้บรรยากาศแบบยุโรปมาก โดยเฉพาะวันที่ท้องฟ้าเปิดและมีแสงแดด เมื่อถ่ายรูปโดยให้โบสถ์อยู่ด้านหลัง ภาพจะดูเหมือนวิวเมืองยุโรปมากกว่าจีน

สำหรับแขกของโรงแรมสามารถขึ้นไปยังดาดฟ้าได้ฟรี ส่วนบุคคลภายนอกควรสอบถามค่าเข้ากับโรงแรมอีกครั้ง ปัจจุบันรีวิวผู้เดินทางระบุราคาประมาณ 39 หยวนต่อคน แต่ราคาและเงื่อนไขอาจเปลี่ยนแปลงได้

ตอนที่เดียร์ไป มีบริการช่วยถ่ายภาพด้วยกล้องให้ คิดราคาเป็นรายรูป เดียร์ต่อราคาจาก 15 หยวนเหลือ 12 หยวนต่อรูป ซึ่งต้องบอกว่าเลนส์และคุณภาพรูปกลางแจ้งทำออกมาได้ค่อนข้างดี

เวลาที่เดียร์แนะนำ:
ช่วงบ่ายก่อนพระอาทิตย์ตก เพราะแสงจะตกกระทบหลังคาและตัวโบสถ์สวยกว่าช่วงกลางวัน

หมายเหตุ:
เวลาทำการ ค่าขึ้นดาดฟ้า และบริการถ่ายภาพอาจเปลี่ยนแปลง ควรสอบถามพนักงานของโรงแรมในวันที่เดินทาง


7. May Fourth Square — จัตุรัสห้าสี่

ชื่อภาษาจีน: 五四广场
คำค้นหา: 青岛五四广场

May Fourth Square เป็นจัตุรัสริมทะเลในเขตเมืองใหม่ของชิงเต่า มีประติมากรรมสีแดงขนาดใหญ่เป็นแลนด์มาร์ก และมีทางเดินริมชายฝั่งที่สามารถเดินต่อไปยังพื้นที่ใกล้เคียงได้

จุดนี้เหมาะกับการมาในช่วงเย็นหรือกลางคืน เพราะอาคารและแลนด์มาร์กรอบอ่าวจะเริ่มเปิดไฟ บรรยากาศคึกคักแต่ยังสามารถเดินเล่นได้สบาย

เดียร์มาถึงชิงเต่าค่อนข้างดึกในวันแรก จึงไม่ได้ทำอะไรมาก และเลือกมาเดินเล่นบริเวณ May Fourth Square เพราะอยู่ไม่ไกลจากโรงแรม

สำหรับคนที่พักในโซนเมืองใหม่ จุดนี้เป็นสถานที่ที่สามารถแวะมาได้ง่ายหลังทานอาหารเย็น May Fourth Square ยังเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีสำหรับเดินตามทางเลียบชายฝั่งของเมืองอีกด้วย


8. No.3 Bathing Beach — ชายหาดหมายเลข 3

ชื่อภาษาอังกฤษ: Qingdao Third Bathing Beach
ชื่อภาษาจีน: 第三海水浴场
คำค้นหา: 青岛第三海水浴场

ชายหาดหมายเลข 3 เป็นอีกจุดที่เหมาะกับการชมทะเลและมองวิวเมือง โดยเฉพาะช่วงเย็นที่จะเห็นแสงของอาคารฝั่งเมืองสะท้อนบนผิวน้ำ

บรรยากาศบริเวณนี้แตกต่างจาก Zhanqiao เพราะให้ความรู้สึกเป็นชายหาดสำหรับพักผ่อนมากกว่าแลนด์มาร์กทางประวัติศาสตร์

สามารถมาเดินเล่น ถ่ายรูปริมชายฝั่ง และต่อด้วยคาเฟ่หรือบาร์ที่อยู่ใกล้กันได้


คาเฟ่ชิงเต่าที่น่าไป

9. Hard Bean Cafe & Bar

คำค้นหา: Hard Bean Cafe & Bar Qingdao
บริเวณ: Qingdao Third Bathing Beach

Hard Bean เป็นคาเฟ่และบาร์ริมทะเลบริเวณชายหาดหมายเลข 3 เหมาะสำหรับคนที่อยากนั่งมองทะเลแบบไม่ต้องรีบไปไหน

จุดเด่นคือหน้าต่างกระจกและที่นั่งที่มองเห็นทะเลโดยตรง ในช่วงกลางวันจะได้แสงธรรมชาติและวิวทะเลแบบเปิด ส่วนช่วงเย็นจะเริ่มเห็นแสงเมืองฝั่งตรงข้าม

รีวิวปัจจุบันระบุว่าร้านมีทั้งที่นั่งด้านในและด้านนอก เน้นเครื่องดื่ม กาแฟ ชา และของว่าง เหมาะกับการนั่งพักระหว่างเที่ยวหรือรอชมพระอาทิตย์ตก

เหมาะสำหรับ:
ถ่ายรูปริมหน้าต่าง นั่งทำงานเบา ๆ เดต หรือพักหลังเดินเที่ยวบริเวณชายฝั่ง


10. 一杯沧海咖啡厅 — คาเฟ่วิวทะเล

ชื่อภาษาจีน: 一杯沧海咖啡厅
คำค้นหา: 一杯沧海咖啡厅 青岛

อีกหนึ่งคาเฟ่ที่เหมาะกับคนชอบวิวทะเลและบรรยากาศพักผ่อน ร้านตั้งอยู่ในพื้นที่ที่สามารถมองเห็นแนวชายฝั่งและทะเลได้ชัดเจน

แนะนำให้นำชื่อภาษาจีนไปค้นหาใน Amap หรือ Baidu Maps เพราะชื่อภาษาอังกฤษอาจแสดงไม่เหมือนกันในแต่ละแอป

ก่อนเดินทางควรตรวจสอบสาขา เวลาเปิด และรีวิวล่าสุด เนื่องจากคาเฟ่ในจีนอาจมีการย้ายร้าน เปลี่ยนชื่อ หรือปรับเวลาให้บริการได้


11. Koala One Coffee

อีกหนึ่งคาเฟ่ริมทะเลที่เดียร์ได้แวะคือ Koala One Coffee บรรยากาศเหมาะกับการนั่งพักและถ่ายรูป โดยบริเวณหน้าร้านมีแผ่นกระจกสะท้อนที่สามารถถ่ายให้เห็นทั้งตัวเรา ร้าน และทะเลด้านหลังในเฟรมเดียว

จุดนี้ไม่จำเป็นต้องใช้เวลานานมาก เหมาะกับการแวะระหว่างเดินเลียบชายฝั่ง สั่งเครื่องดื่มหนึ่งแก้ว แล้วนั่งพักดูทะเล

สำหรับสายถ่ายรูป แนะนำให้ลองถ่ายกับกระจกหน้าร้าน เพราะสามารถสร้างภาพที่มีเลเยอร์และเก็บบรรยากาศทะเลได้ดีมาก


ร้านอาหารและอาหารทะเลในชิงเต่า

12. 晟禾·海胆帝王蟹放题 — บุฟเฟต์ซีฟู้ด

ชื่อภาษาจีน: 晟禾·海胆帝王蟹放题
สาขาที่ค้นหาได้: 市南店
คำค้นหา: 晟禾海胆帝王蟹放题 青岛

ชิงเต่าเป็นเมืองที่เหมาะมากสำหรับคนชอบอาหารทะเล เพราะมีทั้งปลา กุ้ง ปู หอย เม่นทะเล และอาหารทะเลสดให้เลือกจำนวนมาก

ร้านนี้เป็นร้านบุฟเฟต์ที่เน้นเม่นทะเล ปูคิงแครบ ซาชิมิ อาหารทะเล และเมนูปรุงสุกหลากหลาย รายการอาหารที่แสดงในแพลตฟอร์มรีวิวจีนมีทั้งซาชิมิ กุ้ง ปลาไหล เนื้อย่าง และเมนูซีฟู้ดหลายประเภท

เหมาะกับคนที่อยากลองอาหารทะเลหลายอย่างในมื้อเดียว แต่ควรเช็กราคา เวลาให้บริการ เงื่อนไขบุฟเฟต์ และจองโต๊ะผ่าน Dianping ก่อนเดินทาง เพราะร้านประเภทนี้อาจมีหลายแพ็กเกจ

สำหรับตัวเดียร์ที่ไม่ได้ทานอาหารทะเล เมืองนี้อาจมีความท้าทายนิดหน่อย เพราะหลายร้านดังของชิงเต่าจะเน้นซีฟู้ดเป็นหลัก แต่ก็ยังมีร้านอาหารจีนทั่วไป อาหารเกาหลี อาหารตะวันตก และร้านอาหารในห้างให้เลือกเยอะ


13. Tsingtao Brewery Museum

ชื่อภาษาอังกฤษ: Tsingtao Brewery Museum
ชื่อภาษาจีน: 青岛啤酒博物馆
คำค้นหา: 青岛啤酒博物馆

แม้ชื่อจะเป็นพิพิธภัณฑ์ แต่ที่นี่เหมาะจะจัดอยู่ในแพลนของคนที่สนใจทั้งประวัติศาสตร์ อาหาร และเครื่องดื่ม

ภายในนำเสนอเรื่องราวของแบรนด์ Tsingtao การผลิตเบียร์ และประวัติอุตสาหกรรมของเมือง บริเวณใกล้กันยังมี Beer Street และร้านอาหารหลายร้าน

เหมาะสำหรับช่วงบ่าย ก่อนต่อด้วยอาหารเย็นหรือไปบาร์ในช่วงกลางคืน

ควรตรวจสอบประเภทบัตร เวลาเข้าชม และเงื่อนไขการชิมเครื่องดื่มก่อนเดินทาง โดยผู้ที่มีอายุต่ำกว่าเกณฑ์หรือไม่ดื่มแอลกอฮอล์ยังสามารถเข้าชมส่วนพิพิธภัณฑ์และประวัติศาสตร์ได้ตามเงื่อนไขของสถานที่


บาร์และโรงแรมในชิงเต่า

14. St. Regis Bar

สำหรับคนที่อยากจบวันด้วยบรรยากาศเงียบและวิวเมือง สามารถแวะไปที่บาร์ของโรงแรม St. Regis ได้

บรรยากาศจะเหมาะกับการพักผ่อนหลังเดินเที่ยวมาทั้งวัน มากกว่าการไปปาร์ตี้เสียงดัง โดยเฉพาะสำหรับคนที่เดินทางคนเดียวหรืออยากนั่งทำงานและคุยกับเพื่อนแบบสบาย ๆ

เดียร์ไปในคืนแรกหลังเดินทางถึงชิงเต่า แต่เนื่องจากเที่ยวบินล่าช้าและค่อนข้างเหนื่อย จึงใช้เวลาอยู่ที่โรงแรมเป็นหลัก

ราคาขั้นต่ำ การแต่งกาย เวลาเปิด และการจองโต๊ะอาจเปลี่ยนแปลง ควรเช็กกับโรงแรมโดยตรงก่อนเดินทาง


พักที่ไหนดีในชิงเต่า?

MaxX Hotel

ทริปนี้เดียร์พักที่ MaxX Hotel ในห้อง Executive Suite ซึ่งมีทั้งห้องนอนและห้องนั่งเล่นแยกกัน

รูปแบบห้องสะดวกมากสำหรับคนที่มาเที่ยวพร้อมทำงาน เพราะสามารถใช้ห้องนั่งเล่นเป็นพื้นที่ประชุม เปิดคอมพิวเตอร์ หรือจัดของได้ โดยไม่ทำให้พื้นที่นอนรกเกินไป

โรงแรมอยู่ไม่ไกลจาก May Fourth Square จึงสามารถออกไปเดินเล่นริมทะเลในช่วงเย็นได้สะดวก

สำหรับคนที่เลือกที่พักในชิงเต่า แนะนำให้แบ่งพื้นที่ออกเป็นสองโซนหลัก

พักเขตเมืองใหม่

เหมาะกับคนที่ต้องการโรงแรมทันสมัย ห้าง ร้านอาหาร และวิวเมือง ใกล้ May Fourth Square และย่านธุรกิจ

พักเขตเมืองเก่า

เหมาะกับคนที่ต้องการเดินเที่ยว Zhanqiao Pier, Zhongshan Road, St. Michael’s Cathedral และคาเฟ่สไตล์ยุโรป

ถ้ามีเวลาเที่ยวเพียง 1–2 วัน การเลือกโรงแรมให้ใกล้กับสถานที่หลักจะช่วยประหยัดเวลาเดินทางได้มาก


แพลนเที่ยวชิงเต่า 1 วัน ฉบับ City Walk

สำหรับคนที่ชอบเดินและอยากเก็บสถานที่หลักในเขตเมืองเก่า สามารถใช้เส้นทางนี้ได้

ช่วงเช้า

08:30 น. — Zhanqiao Pier

เริ่มต้นที่สะพานจ้านเฉียว เดินเล่นริมทะเลและถ่ายรูปกับศาลากลางน้ำ หากมาช่วงที่มีนกนางนวลจะยิ่งได้บรรยากาศเฉพาะของชิงเต่า

10:00 น. — Zhongshan Road

เดินต่อเข้าสู่ย่านเมืองเก่า แวะร้านขนม คาเฟ่ และถ่ายรูปกับอาคารระหว่างทาง

10:45 น. — St. Michael’s Cathedral

ใช้เวลาบริเวณโบสถ์ประมาณ 30–45 นาที พร้อมเดินชมถนนและร้านค้าโดยรอบ

ช่วงเที่ยง

12:00 น. — รับประทานอาหารในเขตเมืองเก่า

เลือกได้ทั้งร้านอาหารทะเล ร้านอาหารซานตง หรือคาเฟ่ใกล้ Zhongshan Road

ช่วงบ่าย

13:30 น. — Dabaodao District

เดินชมอาคารเก่า ร้านค้า และโซนวัฒนธรรม

15:00 น. — Manxin Hotel Rooftop

ขึ้นไปชมวิวเมืองเก่าและถ่ายรูปกับ St. Michael’s Cathedral จากด้านบน

16:00 น. — Daxue Road

เดินเล่นบริเวณกำแพงแดงและคาเฟ่รอบถนนมหาวิทยาลัย

ช่วงเย็น

17:30 น. — No.3 Bathing Beach

ชมทะเลและเดินริมชายหาด

18:30 น. — Hard Bean Cafe & Bar

นั่งพัก ดื่มกาแฟ หรือรอชมแสงเมืองหลังพระอาทิตย์ตก

เส้นทางจริงควรปรับตามสภาพอากาศ เวลาเปิดของสถานที่ และพลังงานของแต่ละคน


แพลนเที่ยวชิงเต่า 2 วัน

Day 1: เมืองเก่าและสถาปัตยกรรม

Zhanqiao Pier
→ Zhongshan Road
→ St. Michael’s Cathedral
→ Dabaodao District
→ Manxin Hotel Rooftop
→ Daxue Road

Day 2: ชายทะเลและเมืองใหม่

Badaguan
→ No.3 Bathing Beach
→ Hard Bean Cafe
→ May Fourth Square
→ Olympic Sailing Centre
→ รับประทานอาหารทะเลหรือไปบาร์ในช่วงเย็น


การเดินทางในชิงเต่า

ชิงเต่ามีระบบรถไฟใต้ดิน รถโดยสาร แท็กซี่ และแอปเรียกรถ ทำให้การเดินทางระหว่างเขตเมืองเก่าและเมืองใหม่ค่อนข้างสะดวก

แอปที่แนะนำสำหรับใช้ในจีน ได้แก่

  • Amap หรือ Gaode Maps — 高德地图
  • Baidu Maps — 百度地图
  • DiDi — 滴滴出行
  • Alipay — 支付宝
  • WeChat — 微信
  • Dianping — 大众点评

สำหรับค้นหาร้านและสถานที่ ควรคัดลอกชื่อภาษาจีนจากบทความนี้ไปค้นหา เพราะบางสถานที่อาจไม่ปรากฏเมื่อใช้ชื่อภาษาอังกฤษ


ชิงเต่าเหมาะกับใคร?

จากประสบการณ์ของเดียร์ ชิงเต่าเหมาะกับคนที่

  • ชอบเมืองชายทะเล
  • ชอบเดินเที่ยวและถ่ายรูป
  • ชอบอาคารสไตล์ยุโรป
  • อยากเที่ยวจีนในเมืองที่ไม่วุ่นวายเท่าปักกิ่งหรือเซี่ยงไฮ้
  • ชอบคาเฟ่และการนั่งชมวิว
  • ชอบอาหารทะเล
  • อยากลองเที่ยวจีนคนเดียว
  • สนใจมาเรียนภาษาจีนหรือใช้ชีวิตระยะยาวในจีน

เมืองนี้ให้ความรู้สึกสงบแต่ไม่ได้เงียบ มีทั้งเมืองเก่า เมืองใหม่ และพื้นที่ธรรมชาติให้เลือกตามสไตล์ของแต่ละคน


ความรู้สึกหลังเที่ยวชิงเต่า

ทริปนี้เป็นอีกหนึ่ง solo trip ของเดียร์ และทำให้ได้เห็นว่าชิงเต่าไม่ได้เป็นเพียงเมืองสำหรับการท่องเที่ยว แต่เป็นเมืองที่สามารถใช้ชีวิตได้จริง

ความพิเศษของเมืองนี้ไม่ใช่แค่แลนด์มาร์กใดแลนด์มาร์กหนึ่ง แต่เป็นบรรยากาศของการเดินตามถนน มองเห็นทะเลอยู่ปลายทาง แวะดื่มกาแฟ แล้วค่อยเดินต่อไปยังอาคารเก่าหรือโบสถ์

สำหรับคนที่ชอบอาหารทะเล ที่นี่น่าจะเป็นสวรรค์ เพราะมีร้านซีฟู้ดให้เลือกเยอะมาก ส่วนเดียร์ที่ไม่ทานอาหารทะเลก็อาจต้องใช้ความพยายามในการเลือกร้านมากขึ้นเล็กน้อย แต่ยังสามารถหาร้านประเภทอื่นได้ไม่ยาก

เดียร์ยังถ่าย Vlog บรรยากาศเมืองชิงเต่าไว้ด้วย สามารถรอติดตามได้ทาง YouTube ของ Chinese ChiwChiw


เรียนภาษาจีนและเรียนต่อที่ชิงเต่า

นอกจากเป็นเมืองท่องเที่ยวแล้ว ชิงเต่ายังเป็นเมืองที่น่าสนใจสำหรับนักเรียนต่างชาติ เพราะมีมหาวิทยาลัยหลายแห่ง ค่าครองชีพโดยทั่วไปเข้าถึงง่ายกว่าเมืองใหญ่อย่างปักกิ่งหรือเซี่ยงไฮ้ และมีสภาพแวดล้อมที่เหมาะกับการฝึกภาษาจีนในชีวิตประจำวัน

สำหรับนักเรียนที่สนใจเรียนภาษาจีน 1 เทอมหรือ 1 ปี สามารถศึกษารายละเอียดของ Qingdao City University ซึ่งมีหลักสูตรตั้งแต่ระดับเริ่มต้นไปจนถึงระดับสูง พร้อมหอพักภายในมหาวิทยาลัย

Chinese ChiwChiw ให้คำปรึกษาและดูแลตั้งแต่การเลือกหลักสูตร การเตรียมเอกสาร สมัครมหาวิทยาลัย ทำวีซ่า เตรียมตัวก่อนเดินทาง และให้คำแนะนำหลังเดินทางถึงประเทศจีน

สอบถามรายละเอียดผ่าน LINE Official:
@chiwchiw

เรียนภาษาจีนที่ Sichuan Urban Vocational College เมืองเฉิงตู ค่าใช้จ่ายเข้าถึงง่าย

เวลาพูดถึงการ เรียนต่อประเทศจีน หรือการไป เรียนภาษาจีนที่จีน หลายคนมักเริ่มมองหามหาวิทยาลัยชื่อดังที่มีนักเรียนต่างชาติจำนวนมากก่อน

แต่การเลือกสถานที่เรียนภาษาไม่ได้จำเป็นต้องดูเพียงชื่อเสียงหรืออันดับมหาวิทยาลัยเท่านั้น

สำหรับหลักสูตรภาษาจีนระยะยาว สิ่งที่ควรนำมาพิจารณาร่วมกันยังมีทั้งค่าใช้จ่าย ที่ตั้งของมหาวิทยาลัย คุณภาพของหอพัก สิ่งอำนวยความสะดวก บรรยากาศภายในแคมปัส และจำนวนโอกาสที่เราจะได้ใช้ภาษาจีนจริงในชีวิตประจำวัน

หนึ่งในสถาบันที่นักเรียนไทยอาจยังไม่คุ้นชื่อมากนักคือ

Sichuan Urban Vocational College

ชื่อภาษาจีนคือ 四川城市职业学院

สถาบันแห่งนี้ตั้งอยู่ในเมืองเฉิงตู มณฑลเสฉวน และเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกสำหรับนักเรียนที่ต้องการมาเรียนภาษาจีนในเมืองใหญ่ แต่ไม่อยากอยู่ในมหาวิทยาลัยที่มีนักเรียนไทยหรือกลุ่มนักเรียนต่างชาติจำนวนมากเกินไป

จุดเด่นของที่นี่ไม่ได้อยู่ที่การเป็นมหาวิทยาลัยระดับ 985, 211 หรือ Double First-Class แต่เป็นเรื่องของสภาพแวดล้อมการใช้ชีวิต สิ่งอำนวยความสะดวกภายในแคมปัส หอพักสำหรับนักเรียนต่างชาติ และค่าใช้จ่ายที่เข้าถึงง่ายกว่ามหาวิทยาลัยชื่อดังหลายแห่ง


Sichuan Urban Vocational College คือสถาบันแบบไหน?

Sichuan Urban Vocational College มีชื่อภาษาอังกฤษที่ใช้ทางการว่า Urban Vocational College of Sichuan และมีชื่อภาษาจีนว่า 四川城市职业学院

สถาบันก่อตั้งขึ้นจากรากฐานทางการศึกษาที่เริ่มต้นในปี 1999 ก่อนจะพัฒนาและจัดตั้งเป็น Sichuan Urban Vocational College ในเวลาต่อมา ปัจจุบันเป็นสถาบันการศึกษาระดับอุดมศึกษาแบบเต็มเวลา ซึ่งได้รับอนุมัติจากรัฐบาลมณฑลเสฉวนและขึ้นทะเบียนกับกระทรวงศึกษาธิการจีน

Sichuan Urban Vocational College จัดอยู่ในกลุ่ม Higher Vocational College หรือวิทยาลัยอาชีวศึกษาระดับอุดมศึกษาของจีน

คำว่า Vocational College ไม่ได้หมายความว่าเป็นมหาวิทยาลัยเปิดหรือเป็นสถาบันเรียนออนไลน์ แต่หมายถึงสถาบันที่เน้นการเรียนรู้เชิงปฏิบัติและการพัฒนาทักษะที่เชื่อมโยงกับการทำงานจริง

ทางวิทยาลัยเปิดสอนสาขาวิชาชีพจำนวนมาก เช่น เทคโนโลยีสารสนเทศ การผลิตอัจฉริยะ การออกแบบและการก่อสร้าง สุขภาพ การบริหาร และการศึกษา โดยมีคณะด้าน International Exchange ดูแลความร่วมมือและนักเรียนจากต่างประเทศด้วย

ดังนั้น ที่นี่ไม่ควรถูกนำไปเปรียบเทียบโดยตรงกับมหาวิทยาลัยวิจัยขนาดใหญ่ เช่น Sichuan University หรือ SWUFE เพราะเป็นสถาบันคนละประเภทและมีเป้าหมายในการจัดการศึกษาต่างกัน


Sichuan Urban Vocational College ตั้งอยู่ที่ไหน?

Sichuan Urban Vocational College มีทั้งหมดสองวิทยาเขต ได้แก่

Chengdu Campus

ตั้งอยู่ที่เมืองเฉิงตู บริเวณ Honghe ทางฝั่งตะวันออกของเมือง

ที่อยู่ภาษาจีน:

成都市外东洪河中路351号

หรือ

No. 351 Honghe Middle Road, Chengdu, Sichuan, China

Meishan Campus

ตั้งอยู่ที่เมืองเหมยซาน มณฑลเสฉวน

ที่อยู่:

眉山市岷东新区岷东大道南段1号

หลักสูตรภาษาจีนสำหรับนักเรียนต่างชาติที่กล่าวถึงในบทความนี้จัดการเรียนและการพักอาศัยที่ Chengdu Campus ไม่ใช่วิทยาเขตเหมยซาน โดยเว็บไซต์ทางการของวิทยาลัยระบุที่ตั้งของทั้งสองวิทยาเขตไว้อย่างชัดเจน

ข้อดีของ Chengdu Campus คือยังอยู่ภายในเมืองเฉิงตูและสามารถเดินทางเข้าไปยังบริเวณใจกลางเมืองได้ ไม่ได้อยู่ในเมืองอื่นหรือพื้นที่ห่างไกลจนต้องเดินทางหลายชั่วโมง


เดินทางจากมหาวิทยาลัยไป Chunxi Road อย่างไร?

บริเวณวิทยาลัยอยู่ใกล้พื้นที่ Honghe หรือ 洪河 ซึ่งมีสถานีรถไฟใต้ดิน Honghe Station บน Chengdu Metro Line 2

รถไฟใต้ดินสาย 2 เป็นเส้นทางที่วิ่งผ่านสถานที่สำคัญหลายแห่ง เช่น

  • Chengdu East Railway Station
  • Dongda Road
  • Niuwangmiao
  • Chunxi Road
  • Tianfu Square
  • People’s Park

สถานี Chunxi Road หรือ 春熙路 อยู่บนรถไฟใต้ดินสายเดียวกับ Honghe จึงสามารถเดินทางเข้าใจกลางเมืองได้โดยไม่ต้องเปลี่ยนสาย

หากเดินทางจาก Honghe Station ไป Chunxi Road จะผ่านประมาณ 7 สถานี ได้แก่

Honghe
Huiwangling
Chengyu Flyover
Chengdu East Railway Station
Tazishan Park
Dongda Road
Niuwangmiao
Chunxi Road

ระยะเวลาบนรถไฟใต้ดินโดยทั่วไปอยู่ที่ประมาณ 20–30 นาที แต่ควรเผื่อเวลาเดินทางจากหอพักหรืออาคารเรียนไปยังสถานี รวมถึงเวลารอรถไฟด้วย

ดังนั้น ที่นี่ไม่ได้ตั้งอยู่ติด Chunxi Road แบบเดินไปถึง แต่ยังถือว่าเดินทางเข้าสู่ย่านใจกลางเมืองได้สะดวกกว่ามหาวิทยาลัยหลายแห่งที่ตั้งอยู่ในเขตชานเมืองไกลออกไป


ทำไม Sichuan Urban Vocational College ยังไม่ค่อยเป็นที่รู้จักในหมู่นักเรียนต่างชาติ?

หนึ่งในเสน่ห์ของสถาบันแห่งนี้คือยังไม่ได้เป็นมหาวิทยาลัยยอดนิยมในตลาดนักเรียนต่างชาติเท่ากับมหาวิทยาลัยจีนขนาดใหญ่

เดิมทีฐานนักเรียนหลักของวิทยาลัยเป็นนักเรียนจีนที่เรียนหลักสูตรสายวิชาชีพ ดังนั้นชื่อของ Sichuan Urban Vocational College จึงยังไม่ได้ปรากฏในกลุ่มเรียนต่อประเทศจีนหรือแพลตฟอร์มสำหรับนักเรียนต่างชาติมากเท่ามหาวิทยาลัยที่เปิดรับนักเรียนต่างชาติมาเป็นเวลานาน

ในปัจจุบันเริ่มมีนักเรียนต่างชาติเข้ามาเรียนภาษาจีนมากขึ้น โดยเว็บไซต์ของวิทยาลัยมีข่าวเกี่ยวกับนักเรียนต่างชาติที่เข้าร่วมการแข่งขันด้านภาษาและวัฒนธรรมจีนด้วย

อย่างไรก็ตาม จำนวนนักเรียนไทยยังไม่มากเมื่อเทียบกับมหาวิทยาลัยยอดนิยมอื่น ๆ ในเฉิงตู

สำหรับบางคน นี่อาจเป็นข้อจำกัด เพราะ International Community อาจไม่ได้มีขนาดใหญ่มาก

แต่สำหรับนักเรียนที่ตั้งใจมา เรียนภาษาจีน และอยากหลีกเลี่ยงการอยู่ในกลุ่มเพื่อนคนไทยตลอดเวลา เรื่องนี้อาจกลายเป็นข้อดี

เมื่อนักเรียนไทยมีจำนวนไม่มาก เรามีโอกาสใช้ภาษาจีนกับนักเรียนจีน เจ้าหน้าที่ และคนในชีวิตประจำวันมากขึ้น แทนที่จะกลับไปพูดภาษาไทยหลังเลิกเรียนทุกวัน


ปัจจุบันเปิดรับนักเรียนต่างชาติในหลักสูตรอะไร?

สำหรับโปรแกรมที่เปิดรับนักเรียนต่างชาติในปัจจุบัน หลักสูตรหลักคือ

หลักสูตรภาษาจีนระยะยาว

โดยยังไม่มีหลักสูตรปริญญาหรือหลักสูตรอนุปริญญาสำหรับนักเรียนต่างชาติในโปรแกรมปัจจุบัน

นั่นหมายความว่า นักเรียนที่สมัครจะเดินทางไปในฐานะนักเรียนหลักสูตรภาษาจีน ไม่ใช่นักศึกษาปริญญาของวิทยาลัย

โปรแกรมนี้เหมาะกับผู้ที่ต้องการ:

  • เรียนภาษาจีนเป็นเวลา 1 เทอม
  • เรียนภาษาจีนระยะยาว 1 ปี
  • พัฒนาทักษะการฟัง พูด อ่าน และเขียน
  • เตรียมสอบ HSK
  • ทดลองใช้ชีวิตในจีนก่อนเรียนต่อระดับปริญญา
  • เรียนภาษาจีนเพื่อใช้ในการทำงานหรือทำธุรกิจกับจีน
  • มองหาหลักสูตรเรียนจีนที่มีค่าใช้จ่ายเข้าถึงง่าย

นักเรียนที่ต้องการสมัครเรียนปริญญาตรีในจีนจึงควรเข้าใจว่า การมาเรียนที่นี่ในช่วงแรกเป็นการสร้างพื้นฐานภาษา ไม่ได้หมายความว่าจะสามารถเรียนต่อปริญญาที่สถาบันเดิมได้โดยอัตโนมัติ

เมื่อเรียนภาษาจบแล้ว นักเรียนสามารถนำผลการเรียนภาษาและผลสอบ HSK ไปใช้ประกอบการสมัครมหาวิทยาลัยอื่นในจีนต่อไปได้


จุดเด่นของการเรียนภาษาจีนที่นี่คืออะไร?

จุดเด่นของ Sichuan Urban Vocational College ไม่ได้อยู่ที่อันดับมหาวิทยาลัย แต่เป็นเรื่องของการจัดพื้นที่สำหรับการเรียนและการใช้ชีวิตให้ค่อนข้างครบภายในบริเวณเดียวกัน

นักเรียนสามารถเรียน พักอาศัย อ่านหนังสือ ทำกิจกรรม และพบปะเพื่อนภายในพื้นที่ของวิทยาลัยได้ โดยไม่จำเป็นต้องเดินทางออกนอกแคมปัสตลอดเวลา

พื้นที่และสิ่งอำนวยความสะดวกที่นักเรียนสามารถใช้ได้ประกอบด้วย

  • ห้องเรียน
  • หอพักนักเรียน
  • ห้องอ่านหนังสือ
  • พื้นที่ส่วนกลาง
  • ห้องกิจกรรม
  • ห้องดนตรี
  • พื้นที่ออกกำลังกาย
  • ห้องงานฝีมือ
  • กิจกรรมถักไหมพรม
  • พื้นที่เย็บผ้าและงานออกแบบ
  • โรงอาหาร
  • ร้านค้าภายในวิทยาลัย
  • พื้นที่สีเขียวและบริเวณพักผ่อน

รูปแบบนี้เหมาะกับนักเรียนที่ต้องการใช้ชีวิตแบบ Campus Life และอยากมีกิจกรรมให้ทำหลังเลิกเรียน โดยเฉพาะผู้ที่กังวลว่าการมาอยู่จีนคนเดียวอาจทำให้รู้สึกเหงาหรือปรับตัวได้ยาก


มีกิจกรรมทั้งดนตรี การถัก และการเย็บผ้า

การไปเรียนภาษาที่ประเทศจีนไม่ควรมีเพียงการนั่งเรียนคำศัพท์และไวยากรณ์ในห้องเรียนเท่านั้น

การทำกิจกรรมเป็นอีกหนึ่งวิธีที่ช่วยให้นักเรียนได้ฝึกใช้ภาษาจีนในสถานการณ์จริง ได้รู้จักเพื่อนใหม่ และได้เรียนรู้วัฒนธรรมผ่านการลงมือทำ

กิจกรรมและพื้นที่ที่น่าสนใจภายในวิทยาลัยมีทั้ง

ห้องดนตรี

นักเรียนสามารถใช้พื้นที่สำหรับเล่นดนตรี ร้องเพลง หรือทำกิจกรรมร่วมกับเพื่อน ช่วยให้คนที่ชอบดนตรีมีพื้นที่พักผ่อนหลังเลิกเรียน

กิจกรรมถักไหมพรม

การถักและงานฝีมือเป็นกิจกรรมที่ช่วยให้นักเรียนได้ฝึกสมาธิ พร้อมเรียนรู้คำศัพท์ภาษาจีนผ่านสิ่งที่กำลังทำจริง

การเย็บผ้าและงานออกแบบ

ด้วยพื้นฐานของวิทยาลัยที่เน้นการเรียนเชิงปฏิบัติ จึงมีพื้นที่และอุปกรณ์สำหรับกิจกรรมด้านการตัดเย็บ งานออกแบบ และงานสร้างสรรค์

กิจกรรมศิลปะและงานประดิษฐ์

นอกจากช่วยลดความเครียดจากการเรียนภาษาแล้ว กิจกรรมเหล่านี้ยังเปิดโอกาสให้นักเรียนต่างชาติทำความรู้จักกับนักเรียนจีนผ่านความสนใจร่วมกัน

สำหรับนักเรียนที่ไม่ชอบบรรยากาศแบบเรียนเสร็จแล้วกลับห้องพักทันที การมีพื้นที่กิจกรรมหลากหลายถือเป็นจุดที่น่าสนใจมาก


หอพักนักเรียนต่างชาติเป็นอย่างไร?

อีกหนึ่งจุดเด่นของโปรแกรมคือมีการจัดพื้นที่หอพักสำหรับนักเรียนต่างชาติโดยเฉพาะ

แม้ว่านักเรียนส่วนใหญ่ภายในวิทยาลัยจะเป็นนักเรียนจีน แต่เมื่อกลับมายังบริเวณหอพัก นักเรียนจะได้พักอาศัยอยู่ในโซนที่มีนักเรียนต่างชาติด้วยกัน

บรรยากาศภายในหอจึงมีความเป็น International Community มากกว่าหอพักนักเรียนจีนทั่วไป

ข้อดีของการมีหอพักสำหรับนักเรียนต่างชาติ ได้แก่

  • เจ้าหน้าที่สามารถดูแลนักเรียนต่างชาติได้สะดวก
  • นักเรียนได้อยู่กับเพื่อนที่กำลังปรับตัวกับการใช้ชีวิตในจีนเหมือนกัน
  • มีพื้นที่ส่วนกลางสำหรับอ่านหนังสือและทำกิจกรรม
  • สามารถช่วยเหลือกันเรื่องภาษา การเดินทาง และชีวิตประจำวัน
  • ลดความกังวลของนักเรียนที่ยังไม่เคยไปอยู่ต่างประเทศคนเดียว

อย่างไรก็ตาม การพักอยู่ในหอสำหรับนักเรียนต่างชาติไม่ได้หมายความว่าจะไม่ได้ใช้ภาษาจีน

ในชีวิตประจำวัน นักเรียนยังต้องออกไปเรียน ใช้โรงอาหาร ซื้อของ ติดต่อเจ้าหน้าที่ และทำกิจกรรมร่วมกับนักเรียนจีน ซึ่งทำให้มีโอกาสฝึกภาษาจีนจริงอยู่เสมอ

รายละเอียดประเภทห้อง จำนวนผู้พักต่อห้อง และอุปกรณ์ภายในหออาจแตกต่างกันในแต่ละรอบรับสมัคร จึงควรตรวจสอบรูปภาพและข้อมูลห้องพักล่าสุดก่อนสมัคร


อาคารและสิ่งอำนวยความสะดวกค่อนข้างใหม่

สำหรับนักเรียนที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพการใช้ชีวิต จุดที่น่าสนใจของ Sichuan Urban Vocational College คืออาคารและพื้นที่หลายส่วนมีความค่อนข้างใหม่

วิทยาลัยให้ความสำคัญกับการเรียนเชิงปฏิบัติ จึงมีทั้งห้องเรียน ระบบ Smart Teaching ห้องปฏิบัติการ พื้นที่กิจกรรม และอุปกรณ์สำหรับการเรียนสายวิชาชีพหลายประเภท

เว็บไซต์ทางการระบุว่าวิทยาลัยพัฒนากลุ่มสาขาวิชาชีพในด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ การผลิตอัจฉริยะ เมืองอัจฉริยะ และบริการสมัยใหม่ รวมทั้งหมดหลายสิบสาขา

สิ่งอำนวยความสะดวกที่ค่อนข้างครบช่วยให้นักเรียนสามารถใช้ชีวิตภายในวิทยาลัยได้สะดวก โดยเฉพาะในช่วงแรกที่ยังไม่คุ้นเคยกับเมืองเฉิงตูหรือยังสื่อสารภาษาจีนได้ไม่คล่อง


ภายในแคมปัสมีทะเลสาบและพื้นที่สีเขียว

อีกหนึ่งจุดที่ทำให้บรรยากาศของวิทยาลัยแตกต่างจากอาคารเรียนใจกลางเมืองคือ ภายในแคมปัสมีทะเลสาบและพื้นที่สีเขียวสำหรับพักผ่อน

การมีพื้นที่ธรรมชาติภายในวิทยาลัยอาจดูเหมือนเป็นรายละเอียดเล็ก ๆ แต่สำหรับนักเรียนที่ต้องใช้ชีวิตอยู่ในแคมปัสเป็นเวลาหนึ่งเทอมหรือหนึ่งปี พื้นที่เหล่านี้มีผลต่อคุณภาพชีวิตค่อนข้างมาก

หลังเลิกเรียน นักเรียนสามารถออกมาเดินเล่น นั่งอ่านหนังสือ ถ่ายรูป หรือพักผ่อนบริเวณทะเลสาบได้ โดยไม่จำเป็นต้องเดินทางออกไปสวนสาธารณะนอกมหาวิทยาลัยทุกครั้ง

บรรยากาศที่ไม่แออัดจนเกินไปยังเหมาะกับนักเรียนที่ชอบความสงบ แต่ยังต้องการเดินทางเข้าไปเที่ยวหรือทำกิจกรรมในใจกลางเมืองได้ในวันหยุด


นักเรียนต่างชาติน้อยเป็นข้อดีหรือข้อเสีย?

คำตอบขึ้นอยู่กับเป้าหมายของแต่ละคน

ข้อดี

นักเรียนไทยยังไม่มาก จึงมีโอกาสใช้ภาษาจีนมากขึ้น

ได้สัมผัสบรรยากาศของสถาบันการศึกษาจีนจริง ๆ

ไม่ติดอยู่ในกลุ่มเพื่อนคนไทยตลอดเวลา

มีโอกาสรู้จักนักเรียนจีนและเพื่อนต่างชาติจากประเทศอื่น

ค่าใช้จ่ายโดยรวมเข้าถึงง่ายกว่าสถาบันยอดนิยมหลายแห่ง

เจ้าหน้าที่สามารถจัดพื้นที่และดูแลนักเรียนต่างชาติเป็นสัดส่วน

สิ่งที่ควรเตรียมใจ

International Community อาจไม่ได้มีขนาดใหญ่มาก

กิจกรรมภาษาอังกฤษอาจมีน้อยกว่ามหาวิทยาลัยนานาชาติขนาดใหญ่

นักเรียนต้องใช้ภาษาจีนในชีวิตประจำวันค่อนข้างมาก

เจ้าหน้าที่หรือร้านค้าบางแห่งอาจไม่ได้สื่อสารภาษาอังกฤษคล่อง

ผู้ที่ต้องการสังคมนักเรียนต่างชาติขนาดใหญ่อาจรู้สึกว่าที่นี่ค่อนข้างสงบ

แต่หากเป้าหมายหลักของเราคือการมา เรียนภาษาจีนที่จีน การได้อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ไม่ใช้ภาษาอังกฤษหรือภาษาไทยมากเกินไป อาจช่วยให้เราพัฒนาภาษาได้เร็วขึ้น


Sichuan Urban Vocational College เหมาะกับใคร?

จากมุมของ Chinese Chiwchiw ที่นี่เหมาะกับนักเรียนที่

  • ต้องการเรียนภาษาจีน 1 เทอมหรือ 1 ปี
  • อยากเรียนต่อประเทศจีนด้วยงบประมาณที่ควบคุมได้
  • ต้องการใช้ชีวิตในเมืองเฉิงตู
  • ไม่ได้เลือกสถาบันจากอันดับมหาวิทยาลัยเป็นหลัก
  • อยากอยู่ในแคมปัสที่มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบ
  • ชอบกิจกรรมดนตรี ศิลปะ งานฝีมือ การถักหรือการเย็บผ้า
  • ต้องการหอพักสำหรับนักเรียนต่างชาติ
  • อยากอยู่ในสภาพแวดล้อมที่นักเรียนไทยยังไม่มาก
  • ตั้งใจฝึกใช้ภาษาจีนในชีวิตประจำวัน
  • ต้องการทดลองใช้ชีวิตในจีนก่อนเรียนต่อระดับปริญญา
  • ต้องการเตรียมภาษาจีนและผลสอบ HSK เพื่อสมัครมหาวิทยาลัยในอนาคต

ใครอาจไม่เหมาะกับที่นี่?

Sichuan Urban Vocational College อาจไม่ใช่ตัวเลือกที่เหมาะที่สุดสำหรับผู้ที่

  • ต้องการสมัครหลักสูตรปริญญาสำหรับนักเรียนต่างชาติในตอนนี้
  • ให้ความสำคัญกับอันดับมหาวิทยาลัยระดับประเทศ
  • ต้องการมหาวิทยาลัย 985, 211 หรือ Double First-Class
  • ต้องการเรียนปริญญาภาษาอังกฤษ
  • ต้องการ International Community ขนาดใหญ่มาก
  • ต้องการอยู่ติด Chunxi Road แบบเดินไปได้
  • ต้องการเครือข่ายศิษย์เก่านานาชาติขนาดใหญ่
  • ต้องการสภาพแวดล้อมที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลัก

ก่อนสมัครจึงควรถามตัวเองให้ชัดว่า เป้าหมายหลักของเราคือชื่อเสียงของมหาวิทยาลัย หรือคือการพัฒนาภาษาจีนและการเก็บประสบการณ์ใช้ชีวิตในประเทศจีน


เรียนภาษาจีนที่วิทยาลัยอาชีวศึกษาจะมีผลต่ออนาคตไหม?

สำหรับผู้ที่มาเรียนหลักสูตรภาษา สิ่งสำคัญที่สุดไม่ใช่ประเภทของสถาบัน แต่คือคุณภาพของการเรียนภาษา ระดับภาษาที่พัฒนาได้ และแผนการศึกษาหลังจบหลักสูตร

เนื่องจากนักเรียนไม่ได้สมัครเรียนหลักสูตรปริญญาหรือประกาศนียบัตรวิชาชีพของวิทยาลัย วุฒิหลักของนักเรียนจึงไม่ได้เปลี่ยนเป็นวุฒิ Vocational College

นักเรียนมาในฐานะผู้เรียนหลักสูตรภาษาจีน และสามารถนำประสบการณ์ ผลการเรียน หรือผลสอบ HSK ไปใช้ในการสมัครมหาวิทยาลัยอื่นในประเทศจีนได้ในอนาคต

หากเป้าหมายคือการสมัครปริญญาตรีในมหาวิทยาลัยระดับสูง ควรใช้ช่วงเวลานี้ในการ

  • พัฒนาภาษาจีนให้ถึงระดับ HSK ที่กำหนด
  • เตรียมสอบ CSCA หากสาขาและปีสมัครกำหนด
  • รักษาผลการเรียนในหลักสูตรภาษา
  • เตรียมเอกสารสมัครมหาวิทยาลัย
  • ศึกษาสาขาและมหาวิทยาลัยที่ต้องการล่วงหน้า
  • สร้างความคุ้นเคยกับระบบการเรียนและการใช้ชีวิตในจีน

ดังนั้น หลักสูตรนี้สามารถเป็น ช่วงเตรียมตัวก่อนเรียนปริญญา ได้ แต่ไม่ได้รับประกันการเข้ามหาวิทยาลัยอื่นโดยอัตโนมัติ


สรุป: เรียนภาษาจีนที่ Sichuan Urban Vocational College ดีไหม?

Sichuan Urban Vocational College อาจไม่ใช่ชื่อแรกที่นักเรียนไทยนึกถึงเมื่อค้นหาข้อมูล เรียนต่อประเทศจีน

แต่ที่นี่มีจุดเด่นที่ค่อนข้างชัดสำหรับผู้ที่กำลังมองหาหลักสูตรภาษาจีนระยะยาวในเมืองเฉิงตู

ทั้งแคมปัสที่มีพื้นที่ค่อนข้างใหม่ สิ่งอำนวยความสะดวกครบ หอพักสำหรับนักเรียนต่างชาติ ห้องดนตรี พื้นที่ทำงานฝีมือ กิจกรรมถักและเย็บผ้า รวมถึงทะเลสาบและพื้นที่สีเขียวภายในวิทยาลัย

นอกจากนี้ สถานที่ตั้งยังสามารถเดินทางเข้า Chunxi Road และใจกลางเมืองเฉิงตูผ่านรถไฟใต้ดินสาย 2 ได้โดยไม่ต้องเปลี่ยนสาย

จุดที่ต้องเข้าใจให้ชัดคือ โปรแกรมสำหรับนักเรียนต่างชาติในปัจจุบันเปิดเฉพาะ หลักสูตรภาษาจีน และยังไม่มีหลักสูตรปริญญาสำหรับนักเรียนต่างชาติ

ดังนั้น ที่นี่เหมาะกับคนที่ต้องการมาเรียนภาษา เตรียมสอบ HSK ทดลองใช้ชีวิตในประเทศจีน หรือสร้างพื้นฐานก่อนสมัครเรียนต่อระดับปริญญาในอนาคต

สำหรับน้อง ๆ ที่ไม่ได้ให้ความสำคัญกับอันดับมหาวิทยาลัยเป็นอันดับแรก แต่อยากได้แคมปัสที่น่าอยู่ ค่าใช้จ่ายเข้าถึงง่าย เดินทางเข้าเมืองได้ และมีนักเรียนไทยไม่มาก Sichuan Urban Vocational College ถือเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกสำหรับ เรียนภาษาจีนที่เฉิงตู ที่น่าสนใจค่ะ 🇨🇳

FAQ คำถามพบบ่อย

Sichuan Urban Vocational College อยู่ที่ไหน?

Sichuan Urban Vocational College มีวิทยาเขตในเมืองเฉิงตูและเมืองเหมยซาน โดยหลักสูตรภาษาจีนสำหรับนักเรียนต่างชาติที่กล่าวถึงในบทความนี้เรียนที่ Chengdu Campus บริเวณ Honghe ทางฝั่งตะวันออกของเมืองเฉิงตู

เดินทางจากมหาวิทยาลัยไป Chunxi Road สะดวกไหม?

สามารถเดินทางจากบริเวณ Honghe ไป Chunxi Road ด้วย Chengdu Metro Line 2 ได้โดยไม่ต้องเปลี่ยนสาย โดยควรเผื่อเวลารวมการเดินทางไปสถานีและรอรถไฟประมาณ 30–40 นาที

ปัจจุบันมีหลักสูตรปริญญาสำหรับนักเรียนต่างชาติไหม?

สำหรับโปรแกรมปัจจุบัน นักเรียนต่างชาติเปิดรับในหลักสูตรภาษาจีนเท่านั้น และยังไม่มีหลักสูตรปริญญาสำหรับนักเรียนต่างชาติ

ที่นี่มีนักเรียนไทยเยอะไหม?

ในปัจจุบันยังมีนักเรียนไทยไม่มากเมื่อเทียบกับมหาวิทยาลัยยอดนิยมในจีน จึงเหมาะกับผู้ที่ต้องการใช้ภาษาจีนมากขึ้น และไม่อยากอยู่ในกลุ่มนักเรียนไทยขนาดใหญ่

วิทยาลัยมีสิ่งอำนวยความสะดวกอะไรบ้าง?

ภายในแคมปัสมีห้องเรียน หอพัก ห้องอ่านหนังสือ ห้องดนตรี พื้นที่ออกกำลังกาย พื้นที่ทำงานฝีมือ กิจกรรมถักและเย็บผ้า โรงอาหาร ร้านค้า พื้นที่สีเขียว และทะเลสาบภายในวิทยาลัย

ปัจจุบันมีหลักสูตรปริญญาสำหรับนักเรียนต่างชาติไหม?

สำหรับโปรแกรมปัจจุบัน นักเรียนต่างชาติเปิดรับในหลักสูตรภาษาจีนเท่านั้น และยังไม่มีหลักสูตรปริญญาสำหรับนักเรียนต่างชาติ

หอพักเป็นหอพักนักเรียนต่างชาติหรือไม่?

โปรแกรมมีการจัดพื้นที่หอพักสำหรับนักเรียนต่างชาติ นักเรียนจึงได้พักในบรรยากาศที่มีเพื่อนต่างชาติอยู่ร่วมกัน แม้ว่าภายในวิทยาลัยโดยรวมจะมีนักเรียนจีนเป็นส่วนใหญ่

สนใจเรียนภาษาจีนที่ Sichuan Urban Vocational College?

สำหรับน้อง ๆ ที่กำลังวางแผน เรียนต่อประเทศจีน และต้องการเรียนภาษาจีนที่เมืองเฉิงตู Chinese Chiwchiw ช่วยดูแลตั้งแต่การเลือกมหาวิทยาลัย ตรวจสอบคุณสมบัติ เตรียมเอกสาร สมัครเรียน ทำวีซ่า จัดหาที่พัก เตรียมตัวก่อนเดินทาง ไปจนถึงการดูแลหลังเดินทางถึงประเทศจีน

สอบถามรายละเอียดและเปรียบเทียบหลักสูตรเรียนภาษาจีนแต่ละมหาวิทยาลัยได้ทาง

LINE Official Account: @chiwchiw

ข้อมูลหลักสูตร ค่าใช้จ่าย ประเภทห้องพัก กิจกรรม และเงื่อนไขการรับสมัครอาจเปลี่ยนแปลงตามรอบเรียน นักเรียนควรตรวจสอบข้อมูลล่าสุดก่อนสมัคร

แนะนำมหาวิทยาลัย South Western University of Finance and Economics เมืองเฉิงตู

เมื่อพูดถึงมหาวิทยาลัยจีนที่มีชื่อเสียงด้าน การเงิน เศรษฐศาสตร์ บัญชี และบริหารธุรกิจ หนึ่งในชื่อที่มักได้รับการพูดถึงคือ Southwestern University of Finance and Economics หรือ SWUFE

มหาวิทยาลัยแห่งนี้มีชื่อภาษาจีนว่า 西南财经大学 อ่านว่า ซีหนานไฉจิงต้าเสวีย ตั้งอยู่ที่เมืองเฉิงตู มณฑลเสฉวน ประเทศจีน โดย SWUFE ไม่ได้เปิดสอนเพียงหลักสูตรภาษาจีนสำหรับนักเรียนต่างชาติเท่านั้น แต่เป็นมหาวิทยาลัยระดับประเทศที่มีหลักสูตรตั้งแต่ปริญญาตรี ปริญญาโท ไปจนถึงปริญญาเอก ครอบคลุมทั้งสายการเงิน เศรษฐศาสตร์ ธุรกิจ บัญชี สถิติ Data Science กฎหมาย เทคโนโลยี และศาสตร์สังคมสมัยใหม่

SWUFE เป็นมหาวิทยาลัยภายใต้การกำกับดูแลโดยตรงของกระทรวงศึกษาธิการจีน และอยู่ในกลุ่มมหาวิทยาลัย Double First-Class ของประเทศจีน ซึ่งเป็นโครงการพัฒนามหาวิทยาลัยและสาขาวิชาให้ก้าวสู่ระดับโลก

ชื่อเต็มภาษาอังกฤษ: Southwestern University of Finance and Economics

ชื่อย่อ: SWUFE

ชื่อภาษาจีน: 西南财经大学

สถานที่ตั้ง: เมืองเฉิงตู มณฑลเสฉวน ประเทศจีน

จุดเด่นหลัก: การเงิน เศรษฐศาสตร์ บัญชี การบริหารธุรกิจ สถิติ และศาสตร์การจัดการ


ประวัติของ SWUFE: มหาวิทยาลัยการเงินที่มีอายุกว่า 100 ปี

ประวัติของ SWUFE เริ่มต้นขึ้นในปี ค.ศ. 1925 จากการก่อตั้ง Guanghua University หรือ Kwang Hua University ที่นครเซี่ยงไฮ้

ในปี 1938 มหาวิทยาลัยได้จัดตั้งสาขาที่เมืองเฉิงตูในช่วงสงคราม ก่อนจะมีการปรับโครงสร้างและรวมสาขาวิชาด้านการเงินและเศรษฐศาสตร์จากสถาบันต่าง ๆ ในภาคตะวันตกเฉียงใต้ของจีน จนกลายเป็นหนึ่งในสถาบันการศึกษาด้านการเงินและเศรษฐศาสตร์ที่สำคัญของประเทศ

มหาวิทยาลัยเปลี่ยนมาใช้ชื่อ Southwestern University of Finance and Economics อย่างเป็นทางการในปี 1985 และมีพัฒนาการสำคัญ ได้แก่

  • ปี 1997 ได้รับเลือกเข้าสู่โครงการ Project 211
  • ปี 2000 ย้ายมาอยู่ภายใต้การบริหารโดยตรงของกระทรวงศึกษาธิการจีน
  • ปี 2011 ได้รับเลือกเข้าสู่โครงการ 985 Innovative Platform for Key Disciplines
  • ปี 2017 ได้รับเลือกเป็นหนึ่งในมหาวิทยาลัยกลุ่มแรกของโครงการ Double First-Class

ในปี 2025 SWUFE เฉลิมฉลองวาระครบรอบ 100 ปีของมหาวิทยาลัย โดยตลอดระยะเวลาหนึ่งศตวรรษ มหาวิทยาลัยระบุว่าได้ผลิตบุคลากรออกไปรับใช้ภาคเศรษฐกิจและสังคมของจีนมากกว่า 200,000 คน


SWUFE เป็นมหาวิทยาลัยระดับไหนในประเทศจีน?

สิ่งสำคัญที่นักเรียนต้องเข้าใจคือ SWUFE ไม่ใช่มหาวิทยาลัยขนาดใหญ่แบบ Comprehensive University ที่มีจุดเด่นทุกด้านเท่ากัน แต่เป็น Specialised University ที่มีความเชี่ยวชาญสูงในกลุ่มการเงิน เศรษฐศาสตร์ ธุรกิจ และศาสตร์ที่เกี่ยวข้อง

หากเปรียบเทียบกับมหาวิทยาลัยในสายเดียวกัน SWUFE ถือเป็นหนึ่งในมหาวิทยาลัยการเงินและเศรษฐศาสตร์ที่มีชื่อเสียงของจีน และมีภูมิหลังที่เชื่อมโยงกับภาคการเงินของประเทศอย่างชัดเจน เนื่องจากมหาวิทยาลัยเคยอยู่ภายใต้การกำกับของธนาคารประชาชนจีน หรือ People’s Bank of China ตั้งแต่ปี 1979 ก่อนย้ายมาอยู่ภายใต้กระทรวงศึกษาธิการในภายหลัง

เอกสารแนะนำมหาวิทยาลัยของ SWUFE ยังระบุจุดแข็งด้าน Economics and Business และนำเสนอมหาวิทยาลัยว่าเป็นสถาบันอันดับต้น ๆ ในกลุ่มมหาวิทยาลัยด้านการเงินและเศรษฐศาสตร์ของจีน

อย่างไรก็ตาม อันดับมหาวิทยาลัยสามารถเปลี่ยนแปลงได้ในแต่ละปีและแตกต่างกันตามสำนักจัดอันดับ ดังนั้นนักเรียนควรพิจารณา ความแข็งแกร่งรายสาขา หลักสูตร อาจารย์ ภาษาในการเรียน และโอกาสหลังเรียนจบ ร่วมกับตัวเลขอันดับเสมอ


ข้อมูลสำคัญของ SWUFE ในปัจจุบัน

จากข้อมูลมหาวิทยาลัยซึ่งอัปเดตถึงเดือนพฤษภาคม 2026 SWUFE มี:

  • หน่วยงานการเรียนการสอนและสถาบันวิจัย 27 แห่ง
  • หลักสูตรปริญญาตรี 47 สาขา
  • นักศึกษาปริญญาตรีแบบเต็มเวลามากกว่า 15,300 คน
  • นักศึกษาปริญญาโทมากกว่า 8,600 คน
  • นักศึกษาปริญญาเอกมากกว่า 1,400 คน
  • บุคลากรมากกว่า 2,200 คน
  • อาจารย์ประจำมากกว่า 1,500 คน
  • ศาสตราจารย์และนักวิจัยระดับศาสตราจารย์มากกว่า 430 คน
  • รองศาสตราจารย์และนักวิจัยระดับรองศาสตราจารย์มากกว่า 520 คน
  • อาจารย์ที่ปรึกษาระดับปริญญาเอกมากกว่า 400 คน

มหาวิทยาลัยระบุด้วยว่า ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา นักศึกษาปริญญาตรีมากกว่า 50% เลือกศึกษาต่อในประเทศจีนหรือต่างประเทศหลังสำเร็จการศึกษา


จุดเด่นของมหาวิทยาลัย SWUFE

1. เชี่ยวชาญด้านการเงินและเศรษฐศาสตร์โดยเฉพาะ

จุดแข็งที่ชัดเจนที่สุดของ SWUFE คือการเป็นมหาวิทยาลัยเฉพาะทางด้าน Finance and Economics

สาขาที่มีชื่อเสียงและได้รับความสนใจสูง ได้แก่

  • Finance
  • Economics
  • Accounting
  • Financial Management
  • Auditing
  • Business Administration
  • International Business
  • International Economics and Trade
  • Public Finance and Taxation
  • Statistics and Data Science
  • Financial Engineering
  • Investment
  • Supply Chain Management

หลักสูตรต่าง ๆ ไม่ได้เน้นเฉพาะทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์ แต่ยังครอบคลุมการเงินองค์กร การลงทุน สถาบันการเงิน การบริหารความเสี่ยง อนุพันธ์ การเงินครัวเรือน การค้าระหว่างประเทศ และกฎหมายธุรกิจระหว่างประเทศ


2. เป็นมหาวิทยาลัย Double First-Class

การอยู่ในโครงการ Double First-Class สะท้อนว่า SWUFE เป็นหนึ่งในมหาวิทยาลัยที่รัฐบาลจีนให้ความสำคัญด้านการพัฒนาคุณภาพการเรียน การวิจัย และสาขาวิชาระดับโลก

สาขา Applied Economics ของมหาวิทยาลัยได้รับเลือกเข้าสู่การพัฒนาในกลุ่ม World-Class Discipline ขณะที่ Economics and Business ของ SWUFE อยู่ในกลุ่มสาขาที่มีผลงานวิจัยโดดเด่นในระดับนานาชาติ ตามข้อมูลที่มหาวิทยาลัยเผยแพร่


3. มีมาตรฐานและการรับรองระดับนานาชาติด้านธุรกิจ

อีกหนึ่งจุดแข็งของ SWUFE คือมาตรฐานของคณะและหลักสูตรธุรกิจ

มหาวิทยาลัยระบุว่าเป็นมหาวิทยาลัยแห่งแรกในจีนแผ่นดินใหญ่ที่ได้รับการรับรอง AACSB ทั้งด้าน Business และ Accounting และได้รับการต่ออายุการรับรองดังกล่าว นอกจากนี้ หลักสูตรบริหารธุรกิจยังได้รับการรับรอง EQUIS และการรับรองด้าน MBA ของจีน

การรับรองเหล่านี้มีความสำคัญสำหรับนักเรียนที่ต้องการเรียนด้านธุรกิจ เพราะเป็นหนึ่งในเครื่องมือที่ใช้ประเมินมาตรฐานด้านหลักสูตร คณาจารย์ งานวิจัย และระบบบริหารของ Business School


4. ไม่ได้มีแค่การเงิน แต่มี Data Science, AI และเทคโนโลยี

แม้ชื่อของมหาวิทยาลัยจะเน้น Finance and Economics แต่ปัจจุบัน SWUFE ได้ขยายหลักสูตรเข้าสู่สาขาที่เชื่อมโยงธุรกิจกับเทคโนโลยีมากขึ้น

หลักสูตรปริญญาตรีปี 2026 มีสาขา เช่น

  • Statistics
  • Data Science
  • Economic Statistics
  • Artificial Intelligence
  • Computer Science and Technology
  • Data Science and Big Data Technology
  • Cyberspace Security
  • Financial Mathematics
  • Computational Finance
  • Information Management and Information Systems

สาขาเหล่านี้สะท้อนทิศทางของมหาวิทยาลัยที่ต้องการเชื่อมความรู้ด้านการเงิน เศรษฐศาสตร์ และการจัดการเข้ากับข้อมูล เทคโนโลยี และ AI

สำหรับปี 2026 มหาวิทยาลัยยังนำเสนอหลักสูตรปริญญาตรีนานาชาติ AI for Business เป็นหลักสูตรภาษาอังกฤษ ระยะเวลา 4 ปี และมอบวุฒิ Bachelor of Management โดยเน้นการประยุกต์ Machine Learning และ Generative AI กับโจทย์ทางธุรกิจ


5. มีหลักสูตรภาษาอังกฤษสำหรับนักเรียนต่างชาติ

นักเรียนต่างชาติไม่จำเป็นต้องเลือกเรียนเฉพาะหลักสูตรภาษาจีนเสมอไป เพราะ SWUFE มีหลักสูตรปริญญาที่สอนเป็นภาษาอังกฤษด้วย

จากรายชื่อหลักสูตรปี 2026 หลักสูตรปริญญาตรีภาษาอังกฤษประกอบด้วย:

  • Accounting
  • Business Administration
  • Economics
  • Finance

หลักสูตรดังกล่าวอยู่ภายใต้ Research Institute of Economics and Management และใช้ระยะเวลาเรียน 4 ปี

นอกจากนี้ยังมีหลักสูตรระดับปริญญาโทและปริญญาเอกภาษาอังกฤษในหลายสาขา เช่น Enterprise Management, Industrial Economics, Regional Economics, Finance, Western Economics, World Economy และ Development Economics

รายชื่อหลักสูตรอาจมีการปรับเปลี่ยนในแต่ละรอบรับสมัคร นักเรียนจึงควรตรวจสอบประกาศของปีที่จะสมัครอีกครั้ง


SWUFE มีคณะและสาขาอะไรบ้าง?

SWUFE มีทั้ง Schools, Colleges และ Research Institutes ครอบคลุมศาสตร์หลายกลุ่ม โดยหน่วยงานสำคัญประกอบด้วย:

  • School of Finance
  • School of Economics
  • School of Accounting
  • School of Business Administration
  • School of International Business
  • School of Statistics and Data Science
  • School of Public Finance and Taxation
  • School of Management Science and Engineering
  • School of Computing and Artificial Intelligence
  • School of Law
  • School of Public Administration
  • School of Foreign Languages
  • School of Mathematics
  • School of Humanities and Arts
  • Research Institute of Economics and Management
  • Institute of Chinese Financial Studies
  • Institute of Western China Economic Research
  • Research Institute of Social Development
  • College of International Education

รายชื่อคณะอย่างเป็นทางการแสดงให้เห็นว่า แม้ SWUFE จะมีความเชี่ยวชาญหลักด้านการเงินและเศรษฐศาสตร์ แต่โครงสร้างทางวิชาการได้ขยายไปสู่สถิติ ข้อมูล คอมพิวเตอร์ ปัญญาประดิษฐ์ กฎหมาย ภาษา สังคมศาสตร์ และมนุษยศาสตร์แล้ว


ตัวอย่างหลักสูตรปริญญาตรี SWUFE ปี 2026

หลักสูตรภาษาอังกฤษ

  • Accounting
  • Business Administration
  • Economics
  • Finance
  • AI for Business

หลักสูตรภาษาจีนและหลักสูตรสองภาษา

  • International Economics and Trade
  • International Business
  • Business Administration
  • Marketing
  • Supply Chain Management
  • Human Resource Management
  • Finance
  • Financial Engineering
  • Economics
  • Big Data Accounting
  • Financial Management
  • Auditing
  • Public Finance
  • Taxation
  • Investment
  • Statistics
  • Data Science
  • Economic Statistics
  • Artificial Intelligence
  • Computer Science and Technology
  • Data Science and Big Data Technology
  • Cyberspace Security
  • Law
  • Business English
  • Administrative Management
  • Financial Mathematics
  • Journalism
  • Internet and New Media
  • Management Science
  • Computational Finance

หลักสูตรปริญญาตรีส่วนใหญ่ใช้เวลาเรียน 4 ปี ส่วนข้อกำหนดด้านภาษาและวิชาสอบ CSCA จะแตกต่างกันตามสาขาและภาษาที่ใช้ในการเรียน


หลักสูตรปริญญาโทและปริญญาเอก

SWUFE เป็นมหาวิทยาลัยวิจัยที่มีหลักสูตรระดับบัณฑิตศึกษาจำนวนมาก โดยมีความแข็งแกร่งทั้งในสาย Economics, Finance, Management, Statistics, Accounting และ Public Administration

มหาวิทยาลัยมีสิทธิ์เปิดสอนหลักสูตรปริญญาเอกใน 10 กลุ่มสาขาหลัก ได้แก่:

  • Theoretical Economics
  • Applied Economics
  • Business Administration
  • Statistics
  • Law
  • Sociology
  • Management Science and Engineering
  • Marxist Theory
  • Mathematics
  • Public Administration

นอกจากนี้ยังมีหลักสูตรปริญญาเอกวิชาชีพด้าน Accounting, Auditing และ Social Work รวมถึงหลักสูตรปริญญาโทวิชาชีพอีกหลายประเภท

ตัวอย่างสาขาปริญญาเอกในรายชื่อหลักสูตรปี 2026 ได้แก่ Finance, Industrial Economics, Regional Economics, World Economy, Development Economics, Accounting, Auditing, Big Data Management, Logistics and Supply Chain Management, Artificial Intelligence, Behavioral Economics และ Quantitative Economics


SWUFE มีหลักสูตรภาษาจีนหรือไม่?

มี และเป็นหนึ่งในส่วนงานสำคัญสำหรับนักเรียนต่างชาติ

SWUFE เริ่มรับนักเรียนต่างชาติตั้งแต่ปี 1996 ก่อนก่อตั้ง College of International Education ในปี 2004 เพื่อดูแลการรับสมัครนักเรียนต่างชาติ หลักสูตรภาษาจีน หลักสูตรปริญญา และโครงการแลกเปลี่ยนระหว่างประเทศ

มหาวิทยาลัยยังเป็นที่ตั้งของ Chengdu Base of Chinese International Promotion ซึ่งได้รับการอนุมัติในปี 2014 และดำเนินกิจกรรมด้าน:

  • การเรียนการสอนภาษาจีน
  • การเผยแพร่วัฒนธรรมเสฉวนและวัฒนธรรม Ba-Shu
  • การพัฒนาสื่อและตำราเรียนภาษาจีน
  • การอบรมภาษาจีนธุรกิจ
  • การจัดสอบ HSK และ HSKK
  • โครงการ Chinese Bridge
  • โครงการอบรมครูและผู้สอนภาษาจีน

ดังนั้น SWUFE จึงเหมาะทั้งกับนักเรียนที่ต้องการเรียนภาษาจีน 1 เทอม–1 ปี และนักเรียนที่มีเป้าหมายเรียนต่อระดับปริญญาในอนาคต โดยเฉพาะสายการเงิน เศรษฐศาสตร์ และธุรกิจ


วิทยาเขตของ SWUFE

SWUFE มีวิทยาเขตหลัก 2 แห่งในเมืองเฉิงตู รวมพื้นที่มากกว่า 2,100 หมู่ หรือประมาณ 875 เอเคอร์

Liulin Campus

Liulin Campus เป็นวิทยาเขตหลัก ตั้งอยู่ในเขต Wenjiang ของเมืองเฉิงตู

ที่อยู่:

555 Liutai Avenue, Wenjiang District, Chengdu, Sichuan, China 611130

บรรยากาศของวิทยาเขตค่อนข้างกว้าง มีพื้นที่สีเขียว ทะเลสาบ อาคารเรียน ห้องสมุด สนามกีฬา และสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับนักศึกษา เหมาะกับการใช้ชีวิตแบบมหาวิทยาลัยเต็มรูปแบบ

Guanghua Campus

Guanghua Campus เป็นวิทยาเขตดั้งเดิมของมหาวิทยาลัย ตั้งอยู่ในเขต Qingyang ซึ่งอยู่ใกล้กับใจกลางเมืองเฉิงตูมากกว่า

ที่อยู่:

55 Guanghuacun Street, Qingyang District, Chengdu, Sichuan, China 610074

นักเรียนควรตรวจสอบก่อนสมัครว่าหลักสูตรของตนเรียนที่วิทยาเขตใด เพราะสถานที่เรียน หอพัก และรูปแบบการเดินทางอาจแตกต่างกัน


สิ่งอำนวยความสะดวกและชีวิตในมหาวิทยาลัย

มหาวิทยาลัยมีห้องสมุด 2 แห่ง ระบบอินเทอร์เน็ตภายในมหาวิทยาลัย หอพักนักศึกษาต่างชาติ ห้องเรียน พื้นที่กีฬา โรงอาหาร ร้านสะดวกซื้อ และบริการสำหรับนักศึกษา

SWUFE ระบุว่าห้องสมุดดิจิทัลของมหาวิทยาลัยเป็นศูนย์รวมเอกสารด้านการเงินและเศรษฐศาสตร์ขนาดใหญ่แห่งหนึ่งของภาคตะวันตกเฉียงใต้ของจีน

นอกจากนี้ยังมี Currency and Finance Museum หรือพิพิธภัณฑ์เงินตราและการเงิน ซึ่งเป็นพิพิธภัณฑ์เฉพาะทางด้านเงินตราแห่งเดียวในกลุ่มมหาวิทยาลัยของภูมิภาคดังกล่าว

กิจกรรมสำหรับนักศึกษามีทั้งชมรม กิจกรรมกีฬา โครงการแลกเปลี่ยน กิจกรรมวัฒนธรรม และกิจกรรมนานาชาติ มหาวิทยาลัยยังระบุว่ามีเจ้าหน้าที่ช่วยดูแลนักเรียนต่างชาติตั้งแต่ขั้นตอนการสมัครไปจนถึงการเรียนจบ


การเรียนที่เมืองเฉิงตูเป็นอย่างไร?

เฉิงตูเป็นเมืองหลวงของมณฑลเสฉวน และเป็นหนึ่งในศูนย์กลางทางเศรษฐกิจ การเงิน เทคโนโลยี และการคมนาคมที่สำคัญของภาคตะวันตกของจีน

สำหรับนักเรียนต่างชาติ จุดเด่นของเฉิงตูคือเมืองมีขนาดใหญ่และมีความทันสมัย แต่บรรยากาศการใช้ชีวิตโดยรวมผ่อนคลายกว่ามหานครอย่างเซี่ยงไฮ้หรือปักกิ่ง

เมืองนี้มี:

  • สนามบินนานาชาติและเส้นทางบินจำนวนมาก
  • รถไฟความเร็วสูงเชื่อมต่อเมืองสำคัญ
  • ระบบรถไฟใต้ดินครอบคลุมหลายพื้นที่
  • ร้านอาหารและค่าครองชีพหลายระดับ
  • อุตสาหกรรมด้านการเงิน เทคโนโลยี เกม ดิจิทัล และนวัตกรรม
  • วัฒนธรรมเสฉวน อาหารหม่าล่า และแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติ
  • ศูนย์อนุรักษ์หมีแพนด้าที่มีชื่อเสียง

เอกสารของมหาวิทยาลัยนำเสนอเฉิงตูในฐานะเมืองศูนย์กลางของ Southwest China และเป็นเมืองหลักใน Chengdu–Chongqing Economic Circle

ด้วยสภาพแวดล้อมดังกล่าว นักเรียน SWUFE จึงไม่ได้เรียนรู้เฉพาะในห้องเรียน แต่ยังสามารถสัมผัสการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและธุรกิจของจีนตะวันตกได้โดยตรง


ความเป็นนานาชาติของ SWUFE

SWUFE มีความร่วมมือกับมหาวิทยาลัย สถาบันวิจัย สถาบันการเงิน และองค์กรต่าง ๆ มากกว่า 200 แห่งในกว่า 40 ประเทศและเขตเศรษฐกิจ

ความร่วมมือครอบคลุม:

  • Student Exchange
  • Joint Degree และ Dual Degree
  • Visiting Program
  • Summer School
  • Research Collaboration
  • Joint PhD
  • การแลกเปลี่ยนอาจารย์และนักวิจัย

มหาวิทยาลัยยังมีโครงการ Global Academy และโครงการระยะสั้นที่ผสมผสานวิชาการ เศรษฐกิจจีน การเยี่ยมชมบริษัท และวัฒนธรรมของเฉิงตูและฉงชิ่ง


งานวิจัยของ SWUFE

นอกจากการเรียนการสอน SWUFE ยังมีชื่อเสียงด้านงานวิจัยเกี่ยวกับเศรษฐกิจ การเงิน และนโยบายสาธารณะ

ศูนย์และสถาบันวิจัยที่สำคัญ ได้แก่:

  • Institute of Chinese Financial Studies
  • China Household Finance Survey and Research Center
  • Financial Security and Behavioral Big Data Laboratory
  • Financial Security Collaborative Innovation Center
  • Western China Economic Research Center
  • SWUFE Think Tank
  • Research Institute of Economics and Management

งานวิจัยของมหาวิทยาลัยครอบคลุมตั้งแต่ระบบการเงิน ความมั่นคงทางการเงิน เศรษฐกิจครัวเรือน FinTech พฤติกรรมผู้บริโภค ไปจนถึงการพัฒนาเศรษฐกิจภาคตะวันตกของจีน


โอกาสหลังเรียนจบจาก SWUFE

ด้วยความเชี่ยวชาญด้านการเงิน เศรษฐศาสตร์ บัญชี และธุรกิจ ศิษย์เก่าของ SWUFE ทำงานในหลายอุตสาหกรรม เช่น

  • ธนาคารและสถาบันการเงิน
  • บริษัทหลักทรัพย์และการลงทุน
  • บริษัทตรวจสอบบัญชี
  • Consulting
  • FinTech
  • E-commerce
  • บริษัทเทคโนโลยี
  • หน่วยงานรัฐบาล
  • องค์กรระหว่างประเทศ
  • มหาวิทยาลัยและสถาบันวิจัย

มหาวิทยาลัยระบุว่าศิษย์เก่าทำงานในองค์กรอย่าง UN, IMF, World Bank บริษัท Fortune 500 ตลอดจนสถาบันการศึกษาและองค์กรทั้งในและต่างประเทศ

อย่างไรก็ตาม โอกาสการทำงานจริงจะขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น ระดับภาษาจีน ผลการเรียน ประสบการณ์ฝึกงาน ความสามารถด้านข้อมูลและเทคโนโลยี รวมถึงกฎระเบียบการทำงานของนักเรียนต่างชาติในช่วงเวลานั้น


SWUFE เหมาะกับใคร?

SWUFE เหมาะกับนักเรียนที่:

  • สนใจการเงิน เศรษฐศาสตร์ บัญชี หรือบริหารธุรกิจอย่างจริงจัง
  • ต้องการเรียนในมหาวิทยาลัยเฉพาะทางที่มีชื่อเสียงในจีน
  • สนใจตลาดจีนและเศรษฐกิจเอเชีย
  • ต้องการเรียนในเมืองใหญ่ แต่ไม่อยากอยู่ในเมืองที่มีค่าครองชีพสูงเท่าปักกิ่งหรือเซี่ยงไฮ้
  • สนใจ FinTech, Data Science, AI, E-commerce หรือการประยุกต์เทคโนโลยีกับธุรกิจ
  • ต้องการพัฒนาภาษาจีนควบคู่กับความรู้เฉพาะทาง
  • วางแผนทำงานกับบริษัทจีน ธนาคาร บริษัทข้ามชาติ หรือทำธุรกิจระหว่างไทยกับจีน

ข้อควรพิจารณาก่อนสมัคร SWUFE

แม้ SWUFE จะมีจุดแข็งหลายด้าน แต่นักเรียนควรพิจารณาเรื่องต่อไปนี้ก่อนตัดสินใจ

ภาษาที่ใช้เรียน

หลักสูตรภาษาจีนต้องใช้ความสามารถด้านภาษาจีนในระดับที่สามารถเรียนวิชาเฉพาะทางได้ โดยเฉพาะวิชาที่มีศัพท์ด้านเศรษฐศาสตร์ คณิตศาสตร์ และการเงินจำนวนมาก

ส่วนหลักสูตรภาษาอังกฤษอาจยังมีวิชาภาษาจีนและการใช้ชีวิตประจำวันที่ต้องสื่อสารเป็นภาษาจีน จึงควรพัฒนาภาษาจีนควบคู่กันไป

วิชาคณิตศาสตร์

สาขา Finance, Economics, Statistics, Data Science, Financial Engineering และ AI มีเนื้อหาคณิตศาสตร์ สถิติ และการวิเคราะห์เชิงปริมาณ นักเรียนควรตรวจสอบโครงสร้างวิชาให้ละเอียดก่อนสมัคร

สถานที่เรียน

SWUFE มีสองวิทยาเขต การใช้ชีวิตและระยะทางเข้าเมืองอาจแตกต่างกัน นักเรียนควรตรวจสอบว่าสาขาที่สนใจเรียนอยู่ที่ Liulin Campus หรือ Guanghua Campus

ค่าเล่าเรียนและทุน

ค่าเล่าเรียน ค่าหอพัก ทุน และเงื่อนไขรับสมัครสามารถเปลี่ยนแปลงได้ทุกปี จึงไม่ควรใช้ข้อมูลจากปีเก่าในการวางแผนงบประมาณโดยไม่ได้ตรวจสอบประกาศรอบล่าสุด


ทุนการศึกษาสำหรับนักเรียนต่างชาติ

นักเรียนต่างชาติอาจมีโอกาสสมัครทุนหลายประเภท เช่น

  • Chinese Government Scholarship
  • ทุนของรัฐบาลท้องถิ่น
  • ทุนของมหาวิทยาลัย SWUFE
  • ทุนสำหรับหลักสูตรภาษาจีน
  • ทุนระดับปริญญาตรี ปริญญาโท หรือปริญญาเอก
  • ทุนโครงการความร่วมมือระหว่างประเทศ

ทุนแต่ละประเภทอาจครอบคลุมค่าเล่าเรียน หอพัก ประกันสุขภาพ และค่าครองชีพแตกต่างกัน การได้รับทุนขึ้นอยู่กับผลการเรียน ระดับภาษา เอกสารสมัคร คุณสมบัติของผู้สมัคร และจำนวนโควตาในแต่ละปี


สรุป: เรียนต่อ SWUFE ดีไหม?

SWUFE เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจมากสำหรับนักเรียนที่ต้องการเรียนต่อประเทศจีนในสาย การเงิน เศรษฐศาสตร์ บัญชี ธุรกิจ และสาขาที่เชื่อมโยงกับ Data และ AI

มหาวิทยาลัยมีประวัติยาวนานกว่า 100 ปี เป็นมหาวิทยาลัย Double First-Class ภายใต้กระทรวงศึกษาธิการจีน มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทางที่ชัดเจน และตั้งอยู่ในเมืองเฉิงตูซึ่งเป็นหนึ่งในเมืองเศรษฐกิจสำคัญของจีนตะวันตก

นอกจากนี้ SWUFE ยังมีตัวเลือกทั้งหลักสูตรภาษาจีน หลักสูตรปริญญาภาษาอังกฤษ หลักสูตรภาษาจีน และหลักสูตรระดับบัณฑิตศึกษาที่หลากหลาย จึงเหมาะกับนักเรียนตั้งแต่ผู้ที่ต้องการเริ่มเรียนภาษาจีน ไปจนถึงผู้ที่ต้องการทำวิจัยระดับสูงด้านการเงินและเศรษฐศาสตร์

สำหรับนักเรียนไทยที่ต้องการเข้าใจประเทศจีนผ่านทั้งภาษา ธุรกิจ และระบบเศรษฐกิจ SWUFE เป็นมหาวิทยาลัยที่ควรอยู่ในรายชื่อสำหรับการพิจารณาอย่างแน่นอน


FAQ เกี่ยวกับ SWUFE

SWUFE ย่อมาจากอะไร?

SWUFE ย่อมาจาก Southwestern University of Finance and Economics มีชื่อภาษาจีนว่า 西南财经大学

SWUFE อยู่เมืองไหน?

มหาวิทยาลัยตั้งอยู่ที่เมืองเฉิงตู มณฑลเสฉวน ประเทศจีน และมีสองวิทยาเขตหลักคือ Liulin Campus และ Guanghua Campus

SWUFE เด่นด้านอะไร?

SWUFE มีชื่อเสียงด้าน Finance, Economics, Accounting, Business Administration, Statistics, Public Finance และ International Business ปัจจุบันยังมีสาขาด้าน Data Science, Artificial Intelligence และ Computing เพิ่มขึ้น

SWUFE เป็นมหาวิทยาลัย 211 หรือไม่?

เป็น SWUFE ได้รับเลือกเข้าสู่ Project 211 และปัจจุบันเป็นมหาวิทยาลัยในโครงการ Double First-Class ภายใต้กระทรวงศึกษาธิการจีน

SWUFE มีหลักสูตรภาษาอังกฤษไหม?

มี หลักสูตรปริญญาตรีภาษาอังกฤษปี 2026 มี Accounting, Business Administration, Economics และ Finance รวมถึงหลักสูตร AI for Business ตามข้อมูลที่มหาวิทยาลัยเผยแพร่

SWUFE มีหลักสูตรภาษาจีนสำหรับนักเรียนต่างชาติไหม?

มี College of International Education ดูแลหลักสูตรภาษาจีน หลักสูตรปริญญา และกิจกรรมสำหรับนักเรียนต่างชาติ

เรียน SWUFE ต้องเก่งคณิตศาสตร์ไหม?

ขึ้นอยู่กับสาขา แต่สาขา Finance, Economics, Statistics, Financial Engineering, Data Science และ AI มีการใช้คณิตศาสตร์และสถิติค่อนข้างมาก

SWUFE เหมาะกับนักเรียนไทยไหม?

เหมาะกับนักเรียนที่สนใจธุรกิจจีน การเงิน เศรษฐศาสตร์ หรือเทคโนโลยีทางธุรกิจ และต้องการเรียนในเมืองใหญ่ที่มีสภาพแวดล้อมน่าอยู่และค่าครองชีพโดยทั่วไปไม่สูงเท่าปักกิ่งหรือเซี่ยงไฮ้

5 มหาวิทยาลัยจีนเด่นด้าน AI ที่น่าจับตามอง พร้อมข้อมูลทุนเรียนต่อ

ได้เลยค่ะ เดียร์สามารถต่อโพสต์นี้เป็นบทความ SEO สำหรับคนที่ค้นหา “มหาวิทยาลัยจีนด้าน AI”, “เรียน AI ที่จีน” และ “ทุนเรียน AI ประเทศจีน” ได้แบบนี้ โดยควรปรับชื่อและรายละเอียดบางจุดจากภาพให้แม่นขึ้นก่อนลงเว็บไซต์:

  • ชื่อที่ถูกต้องคือ Nanjing University of Science and Technology (NJUST) ไม่ใช่ Nanjing University of Science and Technoloy
  • ควรหลีกเลี่ยงการเขียนว่า “ทุนครอบคลุมค่าเล่าเรียนและค่าครองชีพ” แบบเหมารวม เพราะทุนมีหลายระดับและการแข่งขันสูง
  • สำหรับ Zhejiang University ไม่ควรระบุว่า “Biomedical Sciences Scholarship ประมาณ ¥17,000/ปี” เป็นทุนหลักด้าน AI เพราะเป็นคนละหลักสูตรและอาจทำให้คนอ่านเข้าใจผิด
  • คำว่า “Top 5” ในบทความนี้ควรหมายถึง 5 มหาวิทยาลัยที่น่าสนใจที่ Chinese Chiwchiw คัดมาแนะนำ ไม่ใช่อันดับทางการ 1–5 ของประเทศ

SEO สำหรับ WordPress

SEO Title:
5 มหาวิทยาลัยจีนด้าน AI พร้อมทุน สำหรับนักเรียนไทยที่อยากเรียนต่อจีน

H1 หรือชื่อบทความ:
5 มหาวิทยาลัยจีนเด่นด้าน AI ที่น่าจับตามอง พร้อมข้อมูลทุนเรียนต่อ

URL Slug:

top-ai-universities-in-china-scholarships

Focus Keyphrase:
มหาวิทยาลัยจีนด้าน AI

Related Keywords:
เรียน AI ที่จีน, ทุนเรียน AI ประเทศจีน, เรียนต่อจีนด้าน AI, มหาวิทยาลัยจีนเทคโนโลยี, ปริญญาตรี AI ประเทศจีน, Artificial Intelligence China, ทุนรัฐบาลจีน CSC, เรียน Computer Science ที่จีน, มหาวิทยาลัยจีนสำหรับเด็กสายวิทย์

Meta Description:
แนะนำ 5 มหาวิทยาลัยจีนเด่นด้าน AI ได้แก่ Tsinghua, Peking, Zhejiang, Shanghai Jiao Tong และ NJUST พร้อมจุดเด่น หลักสูตร ทุน และคำแนะนำก่อนสมัคร

Excerpt:
อยากเรียนต่อจีนด้าน Artificial Intelligence แต่ไม่รู้ควรเลือกมหาวิทยาลัยไหน? รวม 5 มหาวิทยาลัยจีนที่โดดเด่นด้าน AI, Computer Science, Robotics และ Intelligent Manufacturing พร้อมข้อมูลทุนเบื้องต้นสำหรับนักเรียนต่างชาติ

Featured Image Heading:

TOP 5
มหาวิทยาลัยจีนด้าน AI

ข้อความรอง:

พร้อมข้อมูล “ทุน” ที่ควรรู้ก่อนสมัคร

Featured Image Alt Text:
5 มหาวิทยาลัยจีนด้าน AI พร้อมทุนสำหรับนักเรียนต่างชาติ

Category:
เรียนต่อจีน

Subcategory:
มหาวิทยาลัยจีนและสาขาน่าเรียน

WordPress Tags:
มหาวิทยาลัยจีนด้าน AI, เรียน AI ที่จีน, ทุนเรียน AI ประเทศจีน, เรียนต่อจีน, Artificial Intelligence, Computer Science ประเทศจีน, Robotics ประเทศจีน, Machine Learning, Data Science, Intelligent Manufacturing, มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีจีน, Tsinghua University, Peking University, Zhejiang University, Shanghai Jiao Tong University, Nanjing University of Science and Technology, NJUST, ทุนรัฐบาลจีน, CSC Scholarship, ทุนปริญญาตรีจีน, ทุนปริญญาโทจีน, สมัครมหาวิทยาลัยจีน, เรียนต่อจีนสายวิทย์, วิศวกรรมศาสตร์ประเทศจีน, Chinese Chiwchiw, Chiwchiw Go Abroad


5 มหาวิทยาลัยจีนเด่นด้าน AI ที่น่าจับตามอง พร้อมข้อมูลทุนเรียนต่อ

ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา Artificial Intelligence หรือ AI กลายเป็นหนึ่งในสาขาที่นักเรียนและผู้ปกครองสนใจมากที่สุด

แต่เมื่อพูดถึงการเรียน AI ในต่างประเทศ หลายคนอาจนึกถึงสหรัฐอเมริกา อังกฤษ หรือสิงคโปร์ก่อน ทั้งที่จริงแล้ว ประเทศจีนเป็นอีกหนึ่งประเทศที่มีการพัฒนาอย่างรวดเร็วมากในด้าน

  • Artificial Intelligence
  • Robotics
  • Machine Learning
  • Computer Vision
  • Autonomous Systems
  • Smart Cities
  • Intelligent Manufacturing
  • Big Data
  • Digital Economy

สิ่งที่ทำให้การเรียนต่อจีนด้าน AI น่าสนใจ ไม่ได้มีเพียงชื่อเสียงทางวิชาการ แต่ยังรวมถึงการได้อยู่ใกล้ระบบนิเวศของบริษัทเทคโนโลยี การผลิต และนวัตกรรมที่ถูกนำไปใช้จริงในวงกว้าง

นักเรียนอาจมีโอกาสเห็นการนำ AI ไปใช้กับ

  • รถยนต์ไฟฟ้า
  • ระบบชำระเงิน
  • E-commerce
  • โรงงานอัจฉริยะ
  • การแพทย์
  • Logistics
  • หุ่นยนต์
  • Smart City
  • การวิเคราะห์ข้อมูล
  • ระบบอัตโนมัติ

อีกข้อได้เปรียบคือ มหาวิทยาลัยจีนหลายแห่งมีทุนสำหรับนักเรียนต่างชาติ ทั้งทุนรัฐบาลจีน ทุนรัฐบาลท้องถิ่น และทุนของมหาวิทยาลัย

อย่างไรก็ตาม คำว่า “มีทุน” ไม่ได้แปลว่าผู้สมัครทุกคนจะได้รับทุนเต็มจำนวน ทุนส่วนใหญ่มีการแข่งขัน และเงื่อนไขแตกต่างกันตามระดับการศึกษา หลักสูตร สัญชาติ ผลการเรียน และปีที่สมัคร

บทความนี้ Chinese Chiwchiw จึงคัด 5 มหาวิทยาลัยจีนด้าน AI ที่น่าจับตามอง พร้อมอธิบายว่าแต่ละแห่งเหมาะกับนักเรียนแบบไหน และควรรู้อะไรก่อนสมัครทุนค่ะ


เรียน AI ที่จีน ต้องเรียนสาขาชื่อ Artificial Intelligence เท่านั้นหรือไม่?

ไม่จำเป็นค่ะ

นักเรียนที่อยากทำงานด้าน AI สามารถต่อยอดจากหลายสาขา เช่น

  • Artificial Intelligence
  • Computer Science and Technology
  • Data Science
  • Software Engineering
  • Automation
  • Electronic Information Engineering
  • Intelligent Science and Technology
  • Robotics Engineering
  • Mathematics
  • Statistics
  • Electrical Engineering
  • Control Science and Engineering

บางมหาวิทยาลัยอาจไม่มีหลักสูตรปริญญาตรีชื่อ “Artificial Intelligence” สำหรับนักเรียนต่างชาติโดยตรง แต่มี Computer Science, Automation หรือ Electronic Information ซึ่งสามารถเลือกวิชาและทำวิจัยที่เกี่ยวข้องกับ AI ได้

ดังนั้น ก่อนสมัครควรดูทั้ง

  1. ชื่อหลักสูตร
  2. รายวิชาในหลักสูตร
  3. อาจารย์และห้องวิจัย
  4. ภาษาที่ใช้สอน
  5. ระดับการศึกษาที่เปิดรับนักเรียนต่างชาติ

ไม่ควรเลือกจากชื่อมหาวิทยาลัยหรือคำว่า AI บนหน้าโฆษณาเพียงอย่างเดียว


1. Tsinghua University — Beijing

หากพูดถึงมหาวิทยาลัยจีนด้านวิทยาศาสตร์ วิศวกรรม และเทคโนโลยี ชื่อของ Tsinghua University หรือมหาวิทยาลัยชิงหัว มักอยู่ในลำดับต้น ๆ

Tsinghua ตั้งอยู่ในกรุงปักกิ่ง และมีความโดดเด่นในสาขา

  • Computer Science
  • Artificial Intelligence
  • Automation
  • Electronic Engineering
  • Robotics
  • Data Science
  • Intelligent Systems

มหาวิทยาลัยก่อตั้ง College of AI อย่างเป็นทางการในเดือนเมษายน 2024 โดยวางกรอบการวิจัยครอบคลุมตั้งแต่ทฤษฎีพื้นฐานของ AI อัลกอริทึม Embodied Intelligence, Multimodal Perception, AI Infrastructure และ Scientific Intelligence

จุดเด่นของ Tsinghua ด้าน AI

  • มีความแข็งแรงทั้งทฤษฎีและงานประยุกต์
  • มี Department of Computer Science, Automation และ College of AI
  • มีงานวิจัยด้าน Robotics, Multimodal AI และ Embodied Intelligence
  • อยู่ในกรุงปักกิ่ง ใกล้มหาวิทยาลัย สถาบันวิจัย และบริษัทเทคโนโลยีจำนวนมาก
  • เหมาะกับนักเรียนที่ต้องการเส้นทางวิชาการหรือ Research Intensive

เหมาะกับใคร?

Tsinghua เหมาะกับนักเรียนที่

  • มีพื้นฐานคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์แข็งแรง
  • มีผลการเรียนสูง
  • สนใจงานวิจัย
  • พร้อมแข่งขันในกระบวนการสมัครที่เข้มข้น
  • ต้องการต่อยอดระดับปริญญาโทหรือเอก
  • สนใจพัฒนาเทคโนโลยีระดับลึก ไม่ใช่เพียงการใช้เครื่องมือ AI

ทุนของ Tsinghua

นักเรียนต่างชาติอาจพบทุนหลายรูปแบบ เช่น

  • Chinese Government Scholarship หรือ CGS/CSC
  • ทุนค่าเล่าเรียนของมหาวิทยาลัย
  • Beijing Government Scholarship
  • ทุนเฉพาะโครงการหรือระดับการศึกษา

สำหรับทุนรัฐบาลจีนแบบเต็ม อาจครอบคลุมค่าเล่าเรียน หอพักหรือเงินช่วยเหลือค่าที่พัก เงินรายเดือน และประกันสุขภาพ แต่รายละเอียดขึ้นอยู่กับประเภททุนและปีที่สมัคร

ควรทราบว่า หลักสูตรและทุนที่เปิดรับนักเรียนต่างชาติระดับปริญญาตรีอาจไม่เหมือนกับระดับปริญญาโทหรือเอก จึงต้องตรวจหน้า Admission ของหลักสูตรที่สนใจโดยตรง


2. Peking University — Beijing

Peking University หรือมหาวิทยาลัยปักกิ่ง เป็นอีกหนึ่งมหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศจีน ตั้งอยู่ในย่าน Haidian ซึ่งเป็นพื้นที่สำคัญด้านมหาวิทยาลัย วิจัย และเทคโนโลยีของกรุงปักกิ่ง

Peking University มีความโดดเด่นในหลายสาขา ทั้ง

  • Computer Science
  • Mathematics
  • Data Science
  • Intelligent Science
  • Economics
  • Public Policy
  • Interdisciplinary Research

จุดน่าสนใจของ PKU คือ นักเรียนสามารถพัฒนา AI จากมุมมองที่กว้างกว่า Engineering เพียงอย่างเดียว เช่น AI กับ Healthcare, Economics, Society, Policy หรือ Ethics

จุดเด่นของ Peking University ด้าน AI

  • พื้นฐาน Mathematics และ Computer Science แข็งแรง
  • เหมาะกับการทำวิจัยเชิงทฤษฎี
  • มีโอกาสเรียนรู้ข้ามศาสตร์
  • อยู่ใกล้ศูนย์กลางนโยบาย วิจัย และเทคโนโลยีในปักกิ่ง
  • เหมาะกับคนที่สนใจทั้งเทคโนโลยีและผลกระทบต่อสังคม

เหมาะกับใคร?

Peking University เหมาะกับนักเรียนที่

  • สนใจคณิตศาสตร์และอัลกอริทึม
  • อยากเข้าใจ AI ในระดับพื้นฐานเชิงทฤษฎี
  • สนใจการเชื่อม AI กับสาขาอื่น
  • ต้องการอยู่ในสภาพแวดล้อมเชิงวิชาการที่เข้มข้น
  • พร้อมเรียนภาษาจีน หากหลักสูตรที่เลือกสอนเป็นภาษาจีน

ทุนของ Peking University

นักเรียนต่างชาติสามารถศึกษาตัวเลือก เช่น

  • Chinese Government Scholarship
  • Beijing Government Scholarship
  • Peking University Scholarship for International Students

PKU ระบุว่า ทุนของมหาวิทยาลัยสำหรับนักเรียนต่างชาติอาจมีทั้งการยกเว้นค่าเล่าเรียนเต็มจำนวนหรือบางส่วน เงินสนับสนุนรายเดือน และประกันสุขภาพ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับประเภททุน

สำหรับผู้สมัครปริญญาตรีบางเส้นทาง ผู้สมัครที่มีคุณสมบัติเหมาะสมอาจได้รับการพิจารณา Beijing Government Scholarship หรือ Peking University Scholarship จากการประเมินโดยรวม โดยไม่ต้องยื่นทุนแยก แต่ต้องดูประกาศของรอบที่สมัครเป็นหลัก


3. Zhejiang University — Hangzhou

Zhejiang University หรือมหาวิทยาลัยเจ้อเจียง ตั้งอยู่ในเมืองหางโจว เมืองที่เป็นที่ตั้งของบริษัทเทคโนโลยีและ Digital Economy จำนวนมาก

หลายคนรู้จักหางโจวในฐานะเมืองต้นกำเนิดของ Alibaba และเป็นหนึ่งในเมืองสำคัญของจีนด้าน

  • E-commerce
  • Digital Payments
  • Cloud Computing
  • Artificial Intelligence
  • Smart Cities
  • Entrepreneurship

Zhejiang University จึงน่าสนใจสำหรับนักเรียนที่ไม่ได้อยากเรียน AI แค่ในห้อง แต่ต้องการอยู่ใกล้สภาพแวดล้อมที่เทคโนโลยีถูกใช้ในธุรกิจจริง

จุดเด่นของ Zhejiang University ด้าน AI

  • แข็งแรงด้าน Computer Science, Engineering และ Automation
  • เชื่อมโยงกับระบบนิเวศเทคโนโลยีของหางโจว
  • เหมาะกับ AI เชิงประยุกต์
  • มีการเรียนและโครงการด้าน Smart Systems, Data และ Digital Innovation
  • มีโอกาสเห็นการใช้เทคโนโลยีในธุรกิจและเมืองจริง

มหาวิทยาลัยยังมี College of Artificial Intelligence และจัดโครงการด้าน AI เช่น AI and Creative Design ซึ่งสะท้อนการทำงานแบบข้ามศาสตร์ของมหาวิทยาลัย

เหมาะกับใคร?

Zhejiang University เหมาะกับนักเรียนที่

  • สนใจ AI กับธุรกิจและ Digital Economy
  • สนใจ Startup หรือ Technology Company
  • อยากอยู่ในเมืองเทคโนโลยีที่ทันสมัย
  • ชอบการเรียนแบบประยุกต์
  • สนใจ Smart Cities, Data Science หรือ E-commerce

ทุนของ Zhejiang University

ทุนที่ควรศึกษาอาจประกอบด้วย

  • Chinese Government Scholarship
  • Zhejiang Provincial Government Scholarship
  • ทุนของ Zhejiang University
  • ทุนเฉพาะหลักสูตรหรือ International Campus

Zhejiang University มีช่องทางรับผู้สมัครทุนรัฐบาลจีน และมีทุนสำหรับนักศึกษาต่างชาติหลายประเภท แต่ทุนแต่ละประเภทอาจจำกัดตามระดับการศึกษา ภาษาที่ใช้สอน และหลักสูตร

สำหรับ Zhejiang Provincial Government Scholarship ตัวเลขทุนที่ประกาศสำหรับนักศึกษาปัจจุบันในปี 2025 อยู่ที่ 20,000 หยวนสำหรับระดับปริญญาตรี แต่ไม่ควรนำตัวเลขนี้ไปใช้แทนเงื่อนไขทุนแรกเข้าในทุกปี เพราะกลุ่มผู้มีสิทธิ์และเกณฑ์อาจต่างกัน

ดังนั้น ในบทความหรือสื่อประชาสัมพันธ์ควรเขียนว่า “มีทุนรัฐบาลจีน ทุนมณฑลเจ้อเจียง และทุนของมหาวิทยาลัยให้พิจารณาตามหลักสูตร” จะถูกต้องกว่าการระบุว่าทุกคนได้รับค่าใช้จ่ายประมาณ ¥17,000 ต่อปี


4. Shanghai Jiao Tong University — Shanghai

Shanghai Jiao Tong University หรือ SJTU เป็นมหาวิทยาลัยชั้นนำด้าน Engineering, Computer Science, Medicine และ Technology ตั้งอยู่ในเซี่ยงไฮ้

มหาวิทยาลัยมีทั้ง School of Artificial Intelligence และโครงการข้ามศาสตร์ที่เชื่อม AI กับ

  • Engineering
  • Healthcare
  • Energy
  • Smart Systems
  • Business
  • Industrial Technology

การเรียนในเซี่ยงไฮ้ยังทำให้นักเรียนอยู่ใกล้บริษัทข้ามชาติ Startup ห้องวิจัย และตลาดงานที่หลากหลาย

จุดเด่นของ Shanghai Jiao Tong University ด้าน AI

  • แข็งแรงด้าน Engineering และ Applied Technology
  • มีการนำ AI ไปเชื่อมกับ Healthcare และอุตสาหกรรม
  • อยู่ในเมืองศูนย์กลางธุรกิจและเทคโนโลยี
  • มีความร่วมมือระดับนานาชาติ
  • เหมาะกับคนที่สนใจทั้ง Research และ Industry

SJTU มี School of Artificial Intelligence และกิจกรรมวิจัยที่เชื่อม AI กับการแพทย์ เช่น งานด้าน Medical Reasoning Agents และระบบสนับสนุนการตัดสินใจทางสุขภาพ

เหมาะกับใคร?

SJTU เหมาะกับนักเรียนที่

  • สนใจ AI เชิงอุตสาหกรรม
  • สนใจระบบอัจฉริยะหรือ Robotics
  • อยากทำงานในเซี่ยงไฮ้
  • สนใจเทคโนโลยีข้ามศาสตร์
  • ต้องการหลักสูตรที่มีโอกาสเชื่อมกับบริษัทและสถาบันวิจัย

ทุนของ Shanghai Jiao Tong University

SJTU มีทุนสำหรับนักเรียนต่างชาติ เช่น

  • Chinese Government Scholarship
  • Shanghai Government Scholarship
  • SJTU Scholarship
  • ทุนเฉพาะหลักสูตร

ทุนระดับ First-Class ของบางหลักสูตรอาจครอบคลุมค่าเล่าเรียน 4 ปี เงินสนับสนุนค่าที่พัก เงินรายเดือน และประกัน โดยพิจารณาจากผลการเรียนและการสัมภาษณ์ของผู้สมัคร อย่างไรก็ตาม ความครอบคลุมนี้ไม่ได้ใช้กับทุกหลักสูตรโดยอัตโนมัติ

จึงควรตรวจว่า หลักสูตร AI หรือ Computer Science ที่สนใจอยู่ในรายการทุนของรอบปีนั้นหรือไม่


5. Nanjing University of Science and Technology — Nanjing

มหาวิทยาลัยที่ห้า คือ Nanjing University of Science and Technology หรือ NJUST

มหาวิทยาลัยตั้งอยู่ในเมืองหนานจิง และมีความแข็งแรงในสาย

  • Engineering
  • Computer Science
  • Automation
  • Electronic Information
  • Control Systems
  • Intelligent Manufacturing
  • Applied Technology

เมื่อเทียบกับ Tsinghua, Peking, Zhejiang และ SJTU ชื่อของ NJUST อาจยังไม่คุ้นหูผู้ปกครองไทยมากเท่าไร แต่เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับนักเรียนที่ต้องการมหาวิทยาลัยสายวิศวกรรมและเทคโนโลยีที่มีแนวทางประยุกต์ชัดเจน

จุดเด่นของ NJUST

  • เน้น Engineering และเทคโนโลยีประยุกต์
  • เหมาะกับ Automation และ Intelligent Manufacturing
  • มี Computer Science และ Electronic Information
  • เมืองหนานจิงมีค่าครองชีพที่อาจบริหารง่ายกว่าเซี่ยงไฮ้
  • เหมาะกับนักเรียนที่ต้องการทางเลือกนอกปักกิ่งและเซี่ยงไฮ้

เหมาะกับใคร?

NJUST เหมาะกับนักเรียนที่

  • สนใจ AI ควบคู่กับ Engineering
  • สนใจโรงงานอัจฉริยะหรือระบบอัตโนมัติ
  • อยากเรียนในเมืองใหญ่แต่ไม่วุ่นวายเท่าเซี่ยงไฮ้
  • ต้องการเพิ่มตัวเลือกมหาวิทยาลัยในการสมัครทุน
  • พร้อมพิจารณาหลักสูตรภาษาจีนและภาษาอังกฤษตามที่เปิดรับ

ทุนของ NJUST

NJUST เปิดรับนักเรียนต่างชาติและมีประกาศทุนรัฐบาลจีนบางประเภท เช่น Chinese Government Scholarship – Silk Road Program ในรอบปี 2026

อย่างไรก็ตาม ทุน Silk Road และทุนรัฐบาลจีนอาจกำหนด

  • ระดับการศึกษา
  • สัญชาติ
  • สาขาที่มีสิทธิ์
  • ภาษาที่ใช้สอน
  • โควตา
  • เกณฑ์ผลการเรียน

จึงไม่ควรเขียนว่า “มีทุนครอบคลุมค่าเล่าเรียนและค่าครองชีพ” โดยไม่ระบุชื่อทุนและระดับการศึกษา


ตารางเปรียบเทียบ 5 มหาวิทยาลัยจีนด้าน AI

มหาวิทยาลัยเมืองจุดเด่นเหมาะกับนักเรียนที่สนใจ
Tsinghua Universityปักกิ่งAI Research, Robotics, Computer Scienceวิจัยเชิงลึกและเทคโนโลยีขั้นสูง
Peking Universityปักกิ่งMathematics, Computer Science, Interdisciplinary AIAI เชิงทฤษฎีและข้ามศาสตร์
Zhejiang UniversityหางโจวDigital Economy, Applied AI, Smart SystemsAI ธุรกิจ Startup และ E-commerce
Shanghai Jiao Tong Universityเซี่ยงไฮ้Engineering, Healthcare AI, IndustryAI เชิงอุตสาหกรรมและงานประยุกต์
Nanjing University of Science and TechnologyหนานจิงAutomation, Intelligent ManufacturingAI ควบคู่ Engineering และระบบผลิต

ทุนเรียน AI ประเทศจีนมีประเภทใดบ้าง?

1. Chinese Government Scholarship หรือ CSC

ทุนรัฐบาลจีนอาจครอบคลุม

  • ค่าเล่าเรียน
  • ที่พักหรือเงินช่วยเหลือค่าที่พัก
  • เงินรายเดือน
  • ประกันสุขภาพ

แต่มีทั้ง Full Scholarship และ Partial Scholarship รวมถึงเส้นทางสมัคร Type A และ Type B

2. ทุนรัฐบาลเมืองหรือมณฑล

ตัวอย่างเช่น

  • Beijing Government Scholarship
  • Shanghai Government Scholarship
  • Zhejiang Provincial Government Scholarship

บางทุนครอบคลุมเฉพาะค่าเล่าเรียน ขณะที่บางทุนมีเงินสนับสนุนส่วนอื่นเพิ่มเติม

3. ทุนมหาวิทยาลัย

หลายมหาวิทยาลัยมีทุนของตัวเอง โดยอาจพิจารณาจาก

  • ผลการเรียน
  • คะแนนภาษา
  • ผลสัมภาษณ์
  • Portfolio
  • รางวัลการแข่งขัน
  • Research Experience

4. ทุนเฉพาะหลักสูตร

หลักสูตร AI, Engineering หรือ International Programme บางแห่งมีทุนเฉพาะของคณะหรือโครงการ แต่จำนวนทุนอาจจำกัดมาก


เรียน AI ที่จีนต้องมีพื้นฐานอะไร?

คณิตศาสตร์

AI ใช้พื้นฐานด้าน

  • Calculus
  • Linear Algebra
  • Probability
  • Statistics
  • Discrete Mathematics

นักเรียนที่ไม่ชอบคณิตศาสตร์เลยควรศึกษารายวิชาให้ละเอียดก่อนเลือกสาขา

Programming

ภาษาที่พบได้บ่อย ได้แก่

  • Python
  • C++
  • Java
  • SQL

ไม่จำเป็นต้องเป็น Programmer ระดับสูงก่อนสมัครปริญญาตรี แต่การมีพื้นฐาน Coding จะช่วยให้เริ่มเรียนง่ายขึ้น

ภาษา

หลักสูตรอาจสอนเป็น

  • ภาษาจีน
  • ภาษาอังกฤษ
  • หรือผสมทั้งสองภาษา

หากเรียนภาษาจีน อาจต้องใช้ HSK ตามเกณฑ์ของมหาวิทยาลัย ส่วนหลักสูตรภาษาอังกฤษอาจต้องใช้ IELTS, TOEFL หรือหลักฐานการเรียนเป็นภาษาอังกฤษ

การคิดวิเคราะห์

AI ไม่ใช่เพียงการใช้ ChatGPT หรือสร้างภาพด้วย Generative AI

นักเรียนจะต้องเรียนเรื่อง

  • Algorithms
  • Data Structures
  • Model Training
  • Machine Learning
  • Ethics
  • System Design
  • Problem Solving

ควรเลือกมหาวิทยาลัย AI จากอะไร?

ก่อนสมัคร เดียร์แนะนำให้ดู 7 เรื่องนี้ค่ะ

1. หลักสูตรเปิดรับนักเรียนต่างชาติจริงหรือไม่

บางหลักสูตรมีอยู่ในมหาวิทยาลัย แต่ยังไม่ได้เปิดรับ International Students ในระดับที่เราต้องการ

2. สอนเป็นภาษาอะไร

อย่าดูเพียงชื่อหลักสูตรภาษาอังกฤษ ต้องตรวจว่า Lecture, ข้อสอบ และงานทั้งหมดใช้ภาษาใด

3. รายวิชาตรงกับเป้าหมายหรือไม่

AI บางหลักสูตรเน้นทฤษฎี บางแห่งเน้น Robotics บางแห่งเน้น Data หรือ Manufacturing

4. มี Lab และอาจารย์ด้านที่สนใจหรือไม่

โดยเฉพาะระดับปริญญาโทและเอก Research Fit สำคัญมากกว่าชื่อมหาวิทยาลัยเพียงอย่างเดียว

5. อยู่เมืองไหน

  • ปักกิ่งเหมาะกับ Research และนโยบาย
  • เซี่ยงไฮ้เหมาะกับบริษัทและตลาดงานนานาชาติ
  • หางโจวเหมาะกับ Digital Economy และ E-commerce
  • หนานจิงเหมาะกับ Engineering และค่าครองชีพที่อาจยืดหยุ่นกว่า

6. ทุนต่ออายุอย่างไร

ต้องถามว่า

  • ต้องรักษา GPA เท่าไร?
  • ต้องผ่าน HSK หรือไม่?
  • ทุนครอบคลุมกี่ปี?
  • หากผลการเรียนตกจะถูกลดทุนหรือไม่?

7. จบแล้วอยากทำงานอะไร

เส้นทางอาชีพอาจประกอบด้วย

  • AI Engineer
  • Machine Learning Engineer
  • Data Scientist
  • Robotics Engineer
  • Software Engineer
  • Computer Vision Engineer
  • AI Product Manager
  • Automation Engineer
  • Researcher
  • Technology Consultant

ใครเหมาะกับการเรียน AI ที่จีน?

เส้นทางนี้เหมาะกับนักเรียนที่

  • ชอบคณิตศาสตร์และการแก้ปัญหา
  • สนใจเทคโนโลยีมากกว่าการใช้แอปทั่วไป
  • อยากเรียน Coding
  • สนใจตลาดจีนและเอเชีย
  • พร้อมเรียนรู้ภาษาจีน
  • อยากอยู่ใกล้อุตสาหกรรมการผลิต เทคโนโลยี และ E-commerce
  • สนใจทำงานกับบริษัทจีนในไทยหรืออาเซียน

แต่หากเลือกเพียงเพราะรู้สึกว่า “AI กำลังมาแรง” โดยไม่ชอบคณิตศาสตร์ Programming หรือการเรียนเชิงเทคนิค อาจต้องพิจารณาสาขาที่เชื่อมกับ AI ในมุมอื่น เช่น

  • Digital Business
  • Business Analytics
  • Information Management
  • AI Product Management
  • Technology and Innovation Management

สรุป: มหาวิทยาลัยที่ดีที่สุด ขึ้นอยู่กับ AI แบบไหนที่เราอยากเรียน

ทั้ง 5 มหาวิทยาลัยมีจุดเด่นต่างกัน

ถ้าสนใจงานวิจัยและเทคโนโลยีระดับลึก Tsinghua University เป็นตัวเลือกที่น่าจับตามอง

ถ้าชอบคณิตศาสตร์ ทฤษฎี และการเรียนข้ามศาสตร์ Peking University มีสภาพแวดล้อมที่โดดเด่น

ถ้าสนใจ AI, Startup, Digital Economy และธุรกิจเทคโนโลยี Zhejiang University กับเมืองหางโจวอาจตอบโจทย์

ถ้าสนใจ Engineering, Healthcare AI และโอกาสในเมืองระดับโลก Shanghai Jiao Tong University เป็นอีกตัวเลือกที่แข็งแรง

ส่วนคนที่สนใจ Automation และ Intelligent Manufacturing และต้องการขยายตัวเลือกด้านทุน Nanjing University of Science and Technology ก็น่าศึกษาเพิ่มเติม

อย่าเริ่มจากคำถามว่า

“มหาวิทยาลัยไหนดังที่สุด?”

แต่ควรเริ่มจาก

“เราอยากเรียน AI ด้านไหน ต้องการเรียนภาษาอะไร และอยากสร้างอาชีพแบบไหนหลังเรียนจบ?”


สนใจเรียนต่อจีนด้าน AI พร้อมวางแผนทุน?

Chinese Chiwchiw พร้อมช่วยนักเรียนและผู้ปกครองวางแผนตั้งแต่การเลือกมหาวิทยาลัยจนถึงการเตรียมตัวเดินทาง

บริการครอบคลุม เช่น

  • ประเมินโปรไฟล์
  • เลือกมหาวิทยาลัยและสาขา
  • เปรียบเทียบหลักสูตร AI, Computer Science และ Engineering
  • วางแผน HSK, IELTS และ CSCA
  • เตรียม Study Plan และ Personal Statement
  • สมัครมหาวิทยาลัย
  • สมัครทุน
  • เตรียมสัมภาษณ์
  • ยื่นวีซ่า
  • วางแผนหอพักและการเดินทาง

สอบถามข้อมูลเรียนต่อจีน

LINE: @CHWCHW
โทร: 080-064-5168
Facebook / Instagram: Chinese Chiwchiw

เนื่องจากทุน หลักสูตร และเกณฑ์รับสมัครเปลี่ยนแปลงทุกปี ทีมงานจะประเมินจากโปรไฟล์และปีที่นักเรียนต้องการเข้าเรียน เพื่อแนะนำตัวเลือกที่ตรงกับสถานการณ์จริงมากที่สุดค่ะ


คำถามที่พบบ่อย

เรียน AI ที่จีนต้องเก่งภาษาจีนไหม?

ขึ้นอยู่กับหลักสูตร หลักสูตรภาษาอังกฤษอาจไม่กำหนด HSK ตอนสมัคร แต่ภาษาจีนยังมีประโยชน์ต่อชีวิตประจำวัน การฝึกงาน และการสมัครงาน ส่วนหลักสูตรภาษาจีนจะกำหนดคะแนน HSK ตามเกณฑ์

มหาวิทยาลัยจีนมีหลักสูตร AI ภาษาอังกฤษหรือไม่?

มีในบางระดับและบางมหาวิทยาลัย แต่ตัวเลือกอาจมีน้อยกว่าหลักสูตรภาษาจีน โดยเฉพาะระดับปริญญาตรี ต้องตรวจประกาศของแต่ละปี

ทุนเรียน AI ประเทศจีนเป็นทุนเต็มหรือไม่?

มีทั้งทุนเต็มและทุนบางส่วน ผู้สมัครต้องตรวจว่าครอบคลุมค่าเล่าเรียน ที่พัก เงินรายเดือน และประกันหรือไม่

ไม่มีผลงาน Coding สมัครได้ไหม?

ระดับปริญญาตรีบางหลักสูตรไม่ได้บังคับ Portfolio Coding แต่ผลการเรียนคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ภาษา และความสนใจในสาขาจะมีความสำคัญ การมี Project หรือผลงานจะช่วยให้โปรไฟล์ชัดขึ้น

ต้องสอบ CSCA หรือไม่?

ข้อกำหนดขึ้นอยู่กับมหาวิทยาลัย หลักสูตร และรอบปีสมัคร มหาวิทยาลัยจีนหลายแห่งเริ่มมีการกำหนดข้อสอบมาตรฐานหรือการประเมินเพิ่มเติม นักเรียนควรตรวจ Application Guide ของปีนั้น

เรียน AI จบแล้วทำงานในไทยได้ไหม?

ได้ โดยเฉพาะงานด้าน Data, Software, Automation, Technology Consulting, E-commerce และบริษัทจีนที่เข้ามาลงทุนในประเทศไทย หากมีทั้งทักษะ AI ภาษาอังกฤษ และภาษาจีน จะช่วยเพิ่มความแตกต่างในตลาดงาน


หมายเหตุ: บทความนี้จัดทำเพื่อให้ข้อมูลเบื้องต้น ไม่ใช่การจัดอันดับอย่างเป็นทางการ หลักสูตร ทุน ค่าใช้จ่าย และเกณฑ์สมัครสามารถเปลี่ยนแปลงได้ ควรตรวจสอบประกาศล่าสุดจากมหาวิทยาลัยก่อนสมัครทุกครั้ง

ทุน 1+4 เรียนต่อจีนคืออะไร? ทางเลือกสำหรับนักเรียนที่ยังไม่มีพื้นฐานภาษาจีน

“อยากเรียนต่อประเทศจีน แต่ยังพูดภาษาจีนไม่ได้เลย จะสมัครได้ไหม?”

นี่เป็นหนึ่งในคำถามที่ทีม Chinese Chiwchiw ได้รับจากนักเรียนและผู้ปกครองบ่อยที่สุดค่ะ

หลายคนสนใจเรียนปริญญาตรีที่จีน เพราะมองเห็นโอกาสด้านภาษา ธุรกิจ เทคโนโลยี และตลาดงานในเอเชีย แต่ยังไม่กล้าสมัคร เนื่องจากคิดว่าต้องมีคะแนน HSK สูงหรือมีพื้นฐานภาษาจีนแน่นมาก่อน

ในความเป็นจริง นักเรียนที่ยังไม่มีพื้นฐานภาษาจีนก็สามารถวางแผนเรียนต่อจีนได้ ผ่านเส้นทางที่เรียกว่า หลักสูตร 1+4 หรือที่หลายคนเรียกว่า ทุน 1+4 เรียนต่อจีน

เส้นทางนี้ออกแบบมาให้นักเรียนใช้ปีแรกในการเรียนภาษาจีนและเตรียมความพร้อม ก่อนเริ่มเรียนระดับปริญญาตรีอีกประมาณ 4 ปี

จึงเหมาะกับนักเรียนที่อยากเรียนหลักสูตรภาษาจีน แต่ยังไม่พร้อมเข้าเรียนวิชาการทันทีตั้งแต่วันแรก

อย่างไรก็ตาม คำว่า “ทุน 1+4” ไม่ได้หมายถึงทุนประเภทเดียวที่เหมือนกันทุกมหาวิทยาลัย เงื่อนไข ระดับทุน ค่าใช้จ่าย และเกณฑ์การต่อทุนอาจแตกต่างกัน นักเรียนจึงควรดูรายละเอียดของมหาวิทยาลัยและแพ็กเกจที่สมัครเป็นรายกรณี

บทความนี้ Chinese Chiwchiw จะช่วยอธิบายว่า ทุน 1+4 คืออะไร เหมาะกับใคร เรียนอะไรบ้าง และมีเรื่องใดที่ควรรู้ก่อนตัดสินใจสมัคร


ทุน 1+4 คืออะไร?

คำว่า 1+4 โดยทั่วไปหมายถึงโครงสร้างการเรียนดังนี้

  • 1 ปีแรก: เรียนภาษาจีนและวิชาปรับพื้นฐาน
  • 4 ปีถัดมา: เรียนระดับปริญญาตรีในสาขาที่เลือก

ในปีแรก นักเรียนจะยังไม่ได้เริ่มวิชาปริญญาตรีเต็มรูปแบบ แต่จะเน้นพัฒนาภาษาจีนให้ถึงระดับที่สามารถเรียนวิชาการในมหาวิทยาลัยได้

เนื้อหาอาจประกอบด้วย

  • การฟังภาษาจีน
  • การพูดและการออกเสียง
  • การอ่าน
  • การเขียน
  • ไวยากรณ์
  • คำศัพท์เชิงวิชาการ
  • การเตรียมสอบ HSK
  • ภาษาจีนสำหรับสาขาที่จะเรียน
  • วิชาพื้นฐาน เช่น คณิตศาสตร์หรือวิทยาศาสตร์ในบางหลักสูตร
  • การปรับตัวกับการเรียนและการใช้ชีวิตในประเทศจีน

เมื่อเรียนครบปีและผ่านเงื่อนไขที่มหาวิทยาลัยกำหนด นักเรียนจึงเข้าสู่ระดับปริญญาตรีต่อไป

ตัวอย่างเช่น หากนักเรียนเลือกเรียนบริหารธุรกิจ เส้นทางอาจเป็น

ปีที่ 1 เรียนภาษาจีนและเตรียม HSK
ปีที่ 2–5 เรียนปริญญาตรีด้านบริหารธุรกิจ

ระยะเวลารวมจึงอยู่ที่ประมาณ 5 ปี


ปลดล็อกความเข้าใจผิดเกี่ยวกับทุน 1+4

MYTH 1: ต้องมีพื้นฐานภาษาจีนแน่นก่อนจึงจะสมัครได้

FACT: บางโครงการรับนักเรียนที่เริ่มต้นจากศูนย์

จุดประสงค์สำคัญของหลักสูตร 1+4 คือการเปิดโอกาสให้นักเรียนที่ยังมีระดับภาษาจีนไม่ถึงเกณฑ์ ได้ใช้เวลาปรับพื้นฐานก่อนเริ่มปริญญาตรี

บางโครงการอาจรับนักเรียนที่ไม่มี HSK หรือมีพื้นฐานเพียงเล็กน้อย ขณะที่บางมหาวิทยาลัยอาจกำหนดคะแนนเริ่มต้นขั้นต่ำ เช่น HSK 2 หรือ HSK 3

ดังนั้น ไม่ควรเหมารวมว่าทุกโครงการ “ไม่ต้องใช้ภาษาจีนเลย” แต่ก็ไม่จำเป็นต้องรอจนพูดจีนคล่องก่อนจึงจะเริ่มสมัคร

ข้อดีของการเรียนภาษาในประเทศจีนคือ นักเรียนไม่ได้ใช้ภาษาจีนเฉพาะในห้องเรียน แต่ต้องใช้ในชีวิตจริงทุกวัน เช่น

  • สั่งอาหาร
  • ซื้อของ
  • เดินทาง
  • ติดต่อหอพัก
  • คุยกับเพื่อน
  • ใช้บริการของมหาวิทยาลัย
  • ทำกิจกรรมร่วมกับนักเรียนจีน

สภาพแวดล้อมจึงช่วยให้ภาษาพัฒนาเร็วขึ้นกว่าการเรียนเพียงไม่กี่ชั่วโมงต่อสัปดาห์ในประเทศไทย


MYTH 2: ไปเรียนจีนแล้วเลือกได้เฉพาะสาขาภาษาจีน

FACT: สามารถต่อยอดไปเรียนสาขาอื่นได้หลากหลาย

การเรียนภาษาจีนในปีแรกไม่ได้หมายความว่า นักเรียนต้องจบปริญญาตรีด้านภาษาจีน

หลังผ่านปีปรับภาษา นักเรียนสามารถเรียนสาขาอื่นตามเส้นทางของโครงการและมหาวิทยาลัยที่สมัคร เช่น

  • บริหารธุรกิจ
  • การตลาด
  • การค้าระหว่างประเทศ
  • เศรษฐศาสตร์
  • การเงิน
  • การจัดการ
  • E-commerce
  • Logistics และ Supply Chain
  • Computer Science
  • Artificial Intelligence
  • วิศวกรรมศาสตร์
  • สถาปัตยกรรม
  • การท่องเที่ยวและการโรงแรม
  • การสื่อสาร
  • ภาษาจีนธุรกิจ
  • ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ทุกมหาวิทยาลัยจะเปิดทุกสาขาภายใต้เส้นทาง 1+4 นักเรียนต้องเลือกมหาวิทยาลัยที่มีทั้งหลักสูตรปรับภาษาและสาขาปริญญาตรีที่ตรงกับเป้าหมายของตนเอง

ทีม Chinese Chiwchiw จึงจะเริ่มจากการถามก่อนว่า นักเรียนต้องการเรียนอะไร ไม่ใช่เริ่มจากการเลือกทุนที่ดูให้มูลค่าสูงที่สุดเพียงอย่างเดียว


MYTH 3: เรียนปรับภาษาเพิ่มหนึ่งปีคือการเสียเวลา

FACT: สำหรับหลายคน ปีปรับภาษาอาจช่วยลดความเสี่ยงในการเรียนไม่ไหว

การเริ่มเรียนปริญญาตรีภาษาจีนทันที โดยยังอ่านตำรา ฟัง Lecture หรือเขียนรายงานไม่คล่อง อาจทำให้นักเรียนต้องรับความกดดันทั้งด้านภาษาและเนื้อหาวิชาการพร้อมกัน

ปีปรับพื้นฐานจึงไม่ได้มีเพียงหน้าที่สอนคำศัพท์ แต่เป็นช่วงเวลาที่ช่วยให้นักเรียน

  • เข้าใจระบบมหาวิทยาลัยจีน
  • ปรับตัวกับการอยู่หอ
  • เรียนรู้วิธีใช้ชีวิตในประเทศจีน
  • สร้างเพื่อนและเครือข่าย
  • ฝึกจัดการเวลา
  • ทำความคุ้นเคยกับสำเนียงของอาจารย์
  • เตรียมคะแนน HSK
  • เรียนคำศัพท์ที่เกี่ยวข้องกับสาขา
  • ประเมินว่าตัวเองพร้อมเรียนปริญญาตรีหรือไม่

สำหรับนักเรียนอายุประมาณ 17–18 ปี การมีเวลาปรับตัวก่อนเริ่มเนื้อหาวิชาการหนัก ๆ อาจช่วยให้การเรียน 4 ปีถัดไปราบรื่นขึ้นมาก

หนึ่งปีนี้จึงไม่ควรถูกมองว่าเป็นเพียง “ปีที่เพิ่มเข้ามา” แต่เป็นการลงทุนกับพื้นฐานภาษา ความมั่นใจ และความพร้อมในการใช้ชีวิต


MYTH 4: เมื่อสมัครแล้วจะได้ทุนเต็มจำนวนทุกคน

FACT: ระดับทุนขึ้นอยู่กับคุณสมบัติและเงื่อนไขของแต่ละโครงการ

คำว่า “ทุนเรียนจีน” มีหลายระดับ เช่น

  • ทุนยกเว้นค่าเล่าเรียน
  • ทุนลดค่าเล่าเรียนบางส่วน
  • ทุนค่าเล่าเรียนและหอพัก
  • ทุนพร้อมเงินสนับสนุนรายเดือน
  • ทุนเฉพาะปีภาษา
  • ทุนที่ต้องประเมินผลและต่ออายุทุกปี

นักเรียนแต่ละคนอาจได้รับระดับทุนไม่เหมือนกัน ขึ้นอยู่กับปัจจัยต่าง ๆ เช่น

  • เกรดเฉลี่ย
  • อายุ
  • สัญชาติ
  • ผลการเรียนรายวิชา
  • คะแนน HSK หรือ IELTS
  • สาขาที่สมัคร
  • มหาวิทยาลัย
  • จำนวนโควตา
  • ผลสัมภาษณ์
  • เงื่อนไขของทุนในปีนั้น

ดังนั้น การสื่อสารที่ถูกต้องไม่ควรเป็น “สมัครแล้วได้ทุนเต็มทุกคน” แต่ควรเป็นการวางแผนให้ผู้สมัครมีโอกาสได้รับทุนตามเงื่อนไขของโครงการ และประเมินทุนที่เหมาะกับโปรไฟล์ตั้งแต่ต้น

สำหรับแพ็กเกจ 1+4 ของ Chinese Chiwchiw ทีมงานจะประเมินคุณสมบัตินักเรียนก่อนสมัคร และอธิบายอย่างชัดเจนว่า มีโอกาสได้รับทุนประเภทใด มีค่าใช้จ่ายส่วนไหนที่ยังต้องรับผิดชอบ และต้องรักษาเงื่อนไขอะไรหลังเข้าเรียน


ในปีแรกของหลักสูตร 1+4 เรียนอะไรบ้าง?

รายละเอียดอาจต่างกันไปตามมหาวิทยาลัย แต่โดยทั่วไปนักเรียนจะเรียนภาษาจีนค่อนข้างเข้มข้น

1. ภาษาจีนในชีวิตประจำวัน

เน้นการสื่อสารที่ใช้จริง เช่น

  • แนะนำตัว
  • ซื้อของ
  • สั่งอาหาร
  • ขอเส้นทาง
  • ติดต่อเจ้าหน้าที่
  • สนทนากับเพื่อน
  • อธิบายปัญหาพื้นฐาน

2. การอ่านและการเขียน

นักเรียนจะค่อย ๆ เรียนตัวอักษรจีน โครงสร้างประโยค การอ่านบทความ และการเขียนข้อความที่ซับซ้อนขึ้น

เมื่อเข้าใกล้ระดับปริญญาตรี จะต้องเริ่มฝึกการเขียนที่เป็นทางการและคำศัพท์เชิงวิชาการมากขึ้น

3. การเตรียมสอบ HSK

หลายมหาวิทยาลัยกำหนดว่า นักเรียนต้องผ่าน HSK ในระดับที่กำหนดก่อนเข้าสู่ปริญญาตรี

ระดับที่ต้องใช้จะแตกต่างตามมหาวิทยาลัยและสาขา โดยสาขาที่มีเนื้อหาภาษาเข้มข้นอาจต้องใช้คะแนนสูงกว่าสาขาทั่วไป

4. ภาษาจีนเชิงวิชาการ

การพูดคุยในชีวิตประจำวันได้ ไม่ได้แปลว่าจะฟัง Lecture หรือเขียนรายงานมหาวิทยาลัยได้ทันที

ปีปรับภาษาจึงควรช่วยเตรียมทักษะ เช่น

  • การจด Lecture
  • การอ่านหนังสือเรียน
  • การสรุปเนื้อหา
  • การนำเสนอ
  • การเขียนรายงาน
  • การใช้ศัพท์เฉพาะทาง

5. วิชาปรับพื้นฐาน

บางหลักสูตรอาจมีคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ หรือความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับสาขาที่นักเรียนกำลังจะเรียน

ส่วนนี้สำคัญ โดยเฉพาะสำหรับผู้สมัครสาย Engineering, Computer Science, Economics หรือ Business


ทุน 1+4 เหมาะกับใคร?

เหมาะกับนักเรียนที่ยังไม่มี HSK

หากนักเรียนมีเป้าหมายชัดเจนว่าอยากเรียนหลักสูตรภาษาจีน แต่ยังไม่มีคะแนน HSK เส้นทางนี้ช่วยสร้างเวลาเตรียมตัวอย่างเป็นระบบ

เหมาะกับคนที่อยากใช้ภาษาจีนได้จริง

นักเรียนจะได้อยู่ในสภาพแวดล้อมภาษาจีนตั้งแต่ปีแรก และมีเวลาใช้ภาษาก่อนเริ่มเรียนวิชาเฉพาะทาง

เหมาะกับคนที่ต้องการเวลาปรับตัว

เด็กบางคนมีศักยภาพด้านการเรียนดี แต่ยังไม่เคยอยู่ไกลบ้านหรือดูแลตัวเอง ปีแรกช่วยให้ค่อย ๆ ปรับตัวกับชีวิตมหาวิทยาลัยและวัฒนธรรมจีน

เหมาะกับคนที่สนใจทำงานเกี่ยวข้องกับจีน

นอกจากวุฒิปริญญาตรีแล้ว นักเรียนยังได้ทักษะภาษาจีนและประสบการณ์ใช้ชีวิตในประเทศจีน ซึ่งสามารถต่อยอดไปยังงานด้าน

  • ธุรกิจจีน–ไทย
  • บริษัทจีนในอาเซียน
  • Import–Export
  • Logistics
  • Technology
  • E-commerce
  • Business Development
  • การตลาด
  • การท่องเที่ยว
  • การศึกษา

เหมาะกับครอบครัวที่ต้องการควบคุมงบประมาณ

ทุนแต่ละระดับสามารถช่วยลดค่าเล่าเรียนหรือค่าใช้จ่ายบางส่วนได้ แต่ผู้ปกครองยังควรวางงบประมาณสำหรับค่าหอพัก อาหาร ประกัน วีซ่า ตั๋วเครื่องบิน และค่าใช้ชีวิตด้วย


ทุน 1+4 อาจไม่เหมาะกับใคร?

เส้นทางนี้อาจไม่ใช่คำตอบที่ดีที่สุดสำหรับทุกคน

คนที่ไม่ต้องการเรียนเป็นภาษาจีน

หากเป้าหมายคือเรียนหลักสูตรภาษาอังกฤษทั้งหมด และไม่ได้ต้องการใช้ภาษาจีนระดับวิชาการ อาจมีเส้นทางตรงที่เหมาะกว่า

คนที่ไม่พร้อมเรียนรวมประมาณ 5 ปี

หลักสูตร 1+4 ใช้เวลามากกว่าปริญญาตรีทั่วไป จึงต้องพิจารณาทั้งเวลาและค่าใช้จ่ายรวม

คนที่ไม่พร้อมรักษาเงื่อนไขทุน

ทุนบางประเภทไม่ได้มอบให้แบบไม่มีเงื่อนไขตลอดหลักสูตร นักเรียนอาจต้องรักษา GPA คะแนนภาษา การเข้าเรียน และพฤติกรรมตามที่กำหนด

คนที่ยังไม่รู้เลยว่าอยากเรียนสาขาอะไร

แม้ปีแรกจะช่วยเปิดเวลาให้ปรับตัว แต่นักเรียนควรมีทิศทางเบื้องต้น เพื่อให้เลือกมหาวิทยาลัยและเส้นทางทุนได้ถูกต้อง


คุณสมบัติเบื้องต้นของผู้สมัครทุน 1+4

เกณฑ์จริงขึ้นอยู่กับแต่ละมหาวิทยาลัย แต่โดยทั่วไปอาจพิจารณาเรื่องต่อไปนี้

  • จบหรือกำลังจะจบระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย
  • มีผลการเรียนตามเกณฑ์
  • อายุอยู่ในช่วงที่ทุนกำหนด
  • สุขภาพแข็งแรง
  • ไม่มีประวัติผิดกฎหมายร้ายแรง
  • มีเอกสารการศึกษาและเอกสารรับรองครบ
  • ผ่านการสัมภาษณ์หรือการประเมิน
  • มีความตั้งใจเรียนภาษาจีน
  • สามารถรับผิดชอบค่าใช้จ่ายส่วนที่ทุนไม่ครอบคลุมได้

เอกสารอาจประกอบด้วย

  • Passport
  • Transcript
  • ใบรับรองการศึกษา
  • รูปถ่าย
  • Personal Statement หรือ Study Plan
  • Recommendation Letter
  • ผลตรวจสุขภาพ
  • หนังสือรับรองความประพฤติ
  • ผล HSK หรือ IELTS หากมี
  • เอกสารรับรองทางการเงินในบางกรณี

ไม่ควรรอจนใกล้หมดเขตแล้วจึงเริ่มเตรียม เพราะเอกสารบางรายการต้องใช้เวลาขอ แปล และรับรอง


ต้องสอบ HSK เท่าไรจึงจะขึ้นปริญญาตรีได้?

คำตอบคือ ขึ้นอยู่กับมหาวิทยาลัยและสาขา

บางหลักสูตรอาจต้องการประมาณ HSK 4 ขณะที่หลักสูตรที่ใช้ภาษาและการอ่านสูงอาจต้องการ HSK 5 หรือสูงกว่า

นักเรียนไม่ควรตั้งเป้าเพียง “สอบให้ผ่านขั้นต่ำ” แต่ควรถามว่า ระดับภาษานี้เพียงพอต่อการเรียนจริงหรือไม่

เพราะการผ่านข้อสอบกับการสามารถ

  • ฟังอาจารย์สอน
  • อ่านตำรา
  • ทำข้อสอบ
  • ทำงานกลุ่ม
  • เขียนรายงาน
  • นำเสนอหน้าชั้น

เป็นคนละเรื่องกัน

ทีม Chinese Chiwchiw จึงให้ความสำคัญทั้งคะแนนสอบและความพร้อมในการใช้ภาษาเชิงวิชาการ


ทุนครอบคลุมค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง?

ทุนแต่ละโครงการอาจครอบคลุมไม่เหมือนกัน จึงต้องอ่าน Scholarship Letter หรือ Admission Notice ให้ละเอียด

ส่วนที่อาจได้รับ ได้แก่

  • ค่าเล่าเรียนเต็มจำนวน
  • ค่าเล่าเรียนบางส่วน
  • ค่าหอพัก
  • ประกันสุขภาพ
  • เงินสนับสนุนรายเดือน

ส่วนที่นักเรียนอาจยังต้องรับผิดชอบเอง ได้แก่

  • ค่าธรรมเนียมสมัคร
  • ค่าวีซ่า
  • ค่าตรวจสุขภาพ
  • ค่ารับรองเอกสาร
  • ค่าตั๋วเครื่องบิน
  • ค่าอาหาร
  • ค่าเดินทางในเมือง
  • ค่าใช้จ่ายส่วนตัว
  • ค่าหนังสือ
  • ค่ามัดจำหอ
  • ค่าเรียนเสริมและค่าสอบภาษา

ดังนั้น ก่อนสมัครควรขอรายละเอียดเป็นลายลักษณ์อักษรว่า ทุนครอบคลุมอะไรและไม่ครอบคลุมอะไร


แล้ว “รับประกันทุน” ของ Chinese Chiwchiw หมายถึงอะไร?

สำหรับบริการทุน 1+4 ของ Chinese Chiwchiw การรับประกันต้องพิจารณาตาม คุณสมบัตินักเรียน เงื่อนไขโครงการ และข้อตกลงในแพ็กเกจ

ทีมงานจะช่วย

  1. ประเมินโปรไฟล์ของนักเรียน
  2. คัดเลือกเส้นทางและมหาวิทยาลัยที่มีโอกาสเหมาะสม
  3. แจ้งประเภททุนที่สามารถวางแผนสมัครได้
  4. เตรียมเอกสารและสมัครตามขั้นตอน
  5. ติดตามผลการสมัคร
  6. ช่วยวางแผนทางเลือกสำรองตามเงื่อนไขของบริการ

ประเภทและมูลค่าทุนที่นักเรียนได้รับจริงอาจแตกต่างกัน เช่น ทุนค่าเล่าเรียนเต็มจำนวน ทุนบางส่วน หรือทุนที่มีเงื่อนไขการต่ออายุ

จึงควรสอบถามทีมงานให้ชัดเจนก่อนสมัครว่า

  • รับประกันทุนในระดับใด
  • มหาวิทยาลัยหรือเมืองใดอยู่ในโครงการ
  • ครอบคลุมค่าเล่าเรียนปีภาษาและปริญญาหรือไม่
  • หากไม่ผ่านมหาวิทยาลัยตัวเลือกแรก มีทางเลือกอย่างไร
  • มีเงื่อนไขด้านเกรด อายุ และภาษาอะไรบ้าง
  • นักเรียนต้องรักษาผลการเรียนเท่าไร
  • ค่าใช้จ่ายใดไม่รวมอยู่ในแพ็กเกจ

Chinese Chiwchiw จะประเมินเป็นรายบุคคล เพื่อไม่ให้นักเรียนเลือกเส้นทางจากคำว่า “ทุน” เพียงอย่างเดียว โดยไม่รู้รายละเอียดและข้อผูกพันที่ตามมา


บริการทุน 1+4 ของ Chinese Chiwchiw มีอะไรบ้าง?

แพ็กเกจ 1+4 ของ Chinese Chiwchiw ออกแบบสำหรับนักเรียนที่ต้องการวางแผนตั้งแต่ปีปรับภาษาไปจนถึงปริญญาตรี โดยทีมงานช่วยดูแลกระบวนการสำคัญ เช่น

1. ประเมินโปรไฟล์

ทีมงานพิจารณา

  • ผลการเรียน
  • วิชาที่ถนัด
  • ระดับภาษาจีน
  • อายุ
  • งบประมาณ
  • เมืองที่สนใจ
  • สาขาที่ต้องการเรียน
  • เป้าหมายอาชีพ
  • ความพร้อมในการใช้ชีวิตต่างประเทศ

2. วางแผนเส้นทาง 1+4

ช่วยเลือกว่าควรเริ่มจากมหาวิทยาลัยใด เรียนภาษาในรูปแบบไหน และต่อปริญญาตรีสาขาใด

3. วางแผนมหาวิทยาลัยและทุน

คัดเลือกตัวเลือกที่สอดคล้องกับโปรไฟล์ พร้อมอธิบายระดับทุนและค่าใช้จ่ายที่คาดว่าจะเกิดขึ้น

4. เตรียมเอกสารสมัคร

ช่วยตรวจความครบถ้วนและจัดลำดับเอกสาร เช่น Transcript, Study Plan, Recommendation Letter และเอกสารอื่นที่มหาวิทยาลัยกำหนด

5. ยื่นสมัครและติดตามผล

ทีมงานช่วยดำเนินการตาม Timeline และติดตามขั้นตอนกับมหาวิทยาลัยหรือโครงการที่เกี่ยวข้อง

6. เตรียมสัมภาษณ์

หากมหาวิทยาลัยมีสัมภาษณ์ นักเรียนจะได้รับการเตรียมคำถามเกี่ยวกับ

  • แนะนำตัว
  • Why China?
  • Why this university?
  • Why this major?
  • เป้าหมายในอนาคต
  • ความพร้อมด้านภาษา
  • การปรับตัวในต่างประเทศ

7. วางแผนภาษาจีนและ HSK

ช่วยกำหนดเป้าหมายภาษาจีนที่ต้องใช้ก่อนขึ้นปริญญาตรี และวางแผนเตรียมสอบให้สอดคล้องกับเกณฑ์ของมหาวิทยาลัย

8. เตรียมตัวก่อนเดินทาง

ครอบคลุมเรื่องสำคัญ เช่น

  • วีซ่า
  • ที่พัก
  • ประกัน
  • การเดินทาง
  • การชำระเงินในจีน
  • แอปที่ควรติดตั้ง
  • การจัดกระเป๋า
  • การใช้ชีวิตในมหาวิทยาลัย

9. การดูแลระหว่างเส้นทางการเรียน

รายละเอียดการดูแลระหว่างเรียนและระยะเวลาของบริการจะเป็นไปตามขอบเขตของแพ็กเกจและข้อตกลงที่แจ้งกับนักเรียนแต่ละคน


ราคาแพ็กเกจทุน 1+4 ของ Chinese Chiwchiw

แพ็กเกจ 1+4 Foundation ของ Chinese Chiwchiw มีราคาวางแผนบริการอยู่ที่ประมาณ

200,000 บาท

ราคานี้เป็นค่าบริการวางแผนและดำเนินการตามขอบเขตของแพ็กเกจ ไม่ใช่งบค่าเล่าเรียนและค่าครองชีพทั้งหมดตลอด 5 ปี

ก่อนชำระเงิน ผู้ปกครองควรขอเอกสารที่ระบุให้ชัดเจนว่า

  • ค่าบริการครอบคลุมอะไร
  • มีมหาวิทยาลัยให้สมัครกี่แห่ง
  • ระดับทุนที่อยู่ในการรับประกันคืออะไร
  • ค่าใช้จ่ายของมหาวิทยาลัยส่วนใดแยกต่างหาก
  • เงื่อนไขคืนเงินหรือเปลี่ยนแผนเป็นอย่างไร
  • การดูแลหลังได้รับ Admission ครอบคลุมถึงขั้นตอนไหน
  • ค่าเรียนภาษา HSK หรือการติวรวมอยู่หรือไม่

การอธิบายค่าใช้จ่ายทั้งหมดให้ชัดตั้งแต่ต้น ช่วยให้ครอบครัวสามารถวางแผนระยะยาวได้จริง และลดความเข้าใจผิดภายหลัง


ควรเริ่มเตรียมทุน 1+4 เมื่อไร?

ช่วงเวลาที่เหมาะสมคือเริ่มวางแผนล่วงหน้าอย่างน้อย 8–12 เดือนก่อนเปิดเทอม

ตัวอย่าง Timeline:

10–12 เดือนก่อนเดินทาง

  • ประเมินโปรไฟล์
  • เลือกสาขา
  • วางงบประมาณ
  • เริ่มเรียนภาษาจีน
  • เตรียม Passport

6–9 เดือนก่อนเดินทาง

  • เลือกมหาวิทยาลัย
  • ขอ Transcript และใบรับรอง
  • เขียน Study Plan
  • เตรียม Recommendation Letter
  • เริ่มยื่นสมัครตามรอบ

3–6 เดือนก่อนเดินทาง

  • สัมภาษณ์
  • ติดตามผลทุน
  • เตรียมเอกสารสุขภาพ
  • วางแผนที่พัก
  • เรียนภาษาจีนต่อเนื่อง

1–3 เดือนก่อนเดินทาง

  • ยื่นวีซ่า
  • ซื้อตั๋วเครื่องบิน
  • เตรียมเงินและระบบชำระเงิน
  • เข้าร่วม Pre-departure
  • วางแผนวันเดินทางและการเข้าหอ

นักเรียนที่ยังไม่มีภาษาจีนไม่ควรรอให้ได้ Admission ก่อนแล้วจึงเริ่มเรียนภาษา เพราะการมีพื้นฐานเล็กน้อยก่อนเดินทางจะช่วยให้ชีวิตช่วงแรกง่ายขึ้นมาก


Checklist ก่อนตัดสินใจเลือกทุน 1+4

ก่อนสมัคร นักเรียนและผู้ปกครองควรถามให้ครบว่า

  • ปีแรกเรียนที่มหาวิทยาลัยเดียวกับปริญญาตรีหรือไม่?
  • ผ่านปีภาษาแล้วได้ขึ้นปริญญาตรีอัตโนมัติหรือยังต้องสมัครใหม่?
  • ต้องสอบ HSK ระดับใด?
  • หากสอบไม่ผ่านจะเกิดอะไรขึ้น?
  • สามารถเปลี่ยนสาขาหรือมหาวิทยาลัยได้หรือไม่?
  • ทุนครอบคลุมค่าใช้จ่ายส่วนไหน?
  • ทุนต้องต่ออายุทุกปีหรือไม่?
  • ต้องรักษา GPA เท่าไร?
  • หากผลการเรียนตกจะถูกยกเลิกทุนหรือไม่?
  • หอพักรวมอยู่หรือไม่?
  • มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมอะไรบ้าง?
  • หลักสูตรปริญญาตรีได้รับการรับรองหรือไม่?
  • เรียนเป็นภาษาจีนทั้งหมดหรือมีบางวิชาเป็นภาษาอังกฤษ?
  • ผู้เรียนสามารถฝึกงานได้หรือไม่?
  • จบแล้วสามารถต่อยอดอาชีพอะไรได้บ้าง?

ไม่ควรตัดสินใจจากคำว่า “ทุนเต็ม” หรือ “รับประกัน” ก่อนอ่านรายละเอียดทั้งหมด


สรุป: ไม่มีพื้นฐานภาษาจีนก็เริ่มวางแผนเรียนต่อจีนได้

การยังพูดภาษาจีนไม่ได้ ไม่ได้หมายความว่าประตูสู่มหาวิทยาลัยจีนปิดลง

หลักสูตร 1+4 เป็นอีกหนึ่งเส้นทางที่ช่วยให้นักเรียนค่อย ๆ สร้างพื้นฐานภาษา ปรับตัวกับชีวิตในจีน และเตรียมความพร้อมก่อนเข้าสู่ระดับปริญญาตรี

แต่สิ่งสำคัญคือ ต้องเข้าใจว่า

  • 1+4 ใช้เวลารวมประมาณ 5 ปี
  • เกณฑ์แตกต่างกันตามมหาวิทยาลัย
  • ระดับทุนไม่ได้เหมือนกันทุกคน
  • นักเรียนต้องสอบผ่านภาษาและรักษาเงื่อนไข
  • ต้องวางงบประมาณส่วนที่ทุนไม่ครอบคลุม
  • ควรเลือกจากสาขาและเป้าหมาย ไม่ใช่เลือกเพียงเพราะมีทุน

สำหรับนักเรียนที่มีความตั้งใจเรียนภาษาจีนและมองเห็นอนาคตของตัวเองในตลาดจีน–ไทยหรือเอเชีย เส้นทางนี้สามารถเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีมาก

เราไม่จำเป็นต้องพร้อมทุกอย่างตั้งแต่วันแรก

แต่ต้องมีแผนที่ชัดเจนว่า ในปีแรกเราจะพัฒนาตัวเองอย่างไร และจะเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับ 4 ปีของปริญญาตรีอย่างไร


สนใจทุน 1+4 แต่ยังไม่แน่ใจว่าเหมาะกับตัวเองไหม?

ทีม Chinese Chiwchiw พร้อมช่วยประเมินเบื้องต้นจาก

  • ผลการเรียน
  • ระดับภาษาจีน
  • สาขาที่สนใจ
  • เมืองที่อยากไป
  • งบประมาณครอบครัว
  • เป้าหมายหลังเรียนจบ

เพื่อดูว่าเส้นทาง 1+4 เหมาะกับนักเรียนหรือควรเลือกหลักสูตรแบบอื่น

ปรึกษาเรื่องทุน 1+4 เรียนต่อจีน

LINE: @CHWCHW
โทร: 080-064-5168
Facebook / Instagram: Chinese Chiwchiw

การปรึกษาเบื้องต้นไม่มีค่าใช้จ่าย ทีมงานจะช่วยอธิบายข้อมูลให้เข้าใจง่าย และวางแผนจากสถานการณ์จริงของนักเรียนแต่ละคนค่ะ


คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับทุน 1+4 เรียนต่อจีน

ไม่มีพื้นฐานภาษาจีนเลยสมัครทุน 1+4 ได้ไหม?

บางโครงการเปิดรับนักเรียนที่เริ่มต้นจากศูนย์ แต่บางแห่งกำหนดคะแนนภาษาขั้นต่ำ จึงต้องตรวจเกณฑ์ของมหาวิทยาลัยเป็นรายแห่ง

ต้องสอบ HSK ก่อนสมัครไหม?

ไม่จำเป็นในทุกโครงการ แต่การมีคะแนน HSK อาจช่วยเพิ่มตัวเลือกและแสดงให้เห็นถึงความพร้อมของผู้สมัคร

ปีภาษาเรียนครบแล้วขึ้นปริญญาตรีได้ทันทีไหม?

ขึ้นอยู่กับเงื่อนไข นักเรียนอาจต้องผ่านคะแนน HSK การสอบภายใน การเข้าเรียน และผลการเรียนขั้นต่ำก่อนขึ้นปริญญาตรี

ทุน 1+4 เป็นทุนเต็มจำนวนหรือไม่?

ไม่เสมอไป มีทั้งทุนเต็ม ทุนบางส่วน และทุนที่ครอบคลุมเฉพาะค่าเล่าเรียน รายละเอียดขึ้นอยู่กับโปรไฟล์ มหาวิทยาลัย และโครงการ

เรียนสาขาอะไรได้บ้าง?

มีหลายสาขา เช่น Business, Marketing, International Trade, Engineering, Computer Science และสาขาอื่น ๆ แต่ตัวเลือกขึ้นอยู่กับมหาวิทยาลัยที่เข้าร่วม

ใช้เวลาเรียนทั้งหมดกี่ปี?

โดยทั่วไปใช้เวลาประมาณ 5 ปี แบ่งเป็นปีภาษาหรือ Foundation 1 ปี และปริญญาตรีประมาณ 4 ปี

หากเรียนภาษาไม่ผ่านจะทำอย่างไร?

อาจต้องเรียนเพิ่มเติม สอบใหม่ หรือไม่สามารถเข้าสู่หลักสูตรปริญญาตรีตามเวลาที่กำหนดได้ ขึ้นอยู่กับกฎของมหาวิทยาลัย

ทุนต้องรักษาเกรดหรือไม่?

ทุนจำนวนมากกำหนดให้นักเรียนรักษา GPA การเข้าเรียน พฤติกรรม และคะแนนภาษา หากไม่ผ่านเกณฑ์ ทุนอาจถูกลดหรือยกเลิกได้

ค่าใช้จ่าย 200,000 บาทรวมค่าเรียนตลอด 5 ปีหรือไม่?

ไม่ใช่ ตัวเลขดังกล่าวเป็นค่าบริการตามแพ็กเกจวางแผน 1+4 ของ Chinese Chiwchiw ค่าเรียน หอพัก ค่าครองชีพ และค่าใช้จ่ายอื่นขึ้นอยู่กับทุนและมหาวิทยาลัยที่ได้รับ

ทุน 1+4 เหมาะกับเด็กจบ ม.6 ไหม?

เหมาะกับนักเรียนที่จบหรือกำลังจะจบ ม.6 มีเป้าหมายเรียนหลักสูตรภาษาจีน และพร้อมใช้เวลาปรับภาษาก่อนเข้าสู่ปริญญาตรี


หมายเหตุ: คำว่า “ทุน 1+4” อาจมีโครงสร้างและเงื่อนไขแตกต่างกันในแต่ละมหาวิทยาลัย ปีการศึกษา และแพ็กเกจบริการ นักเรียนและผู้ปกครองควรตรวจสอบรายละเอียดทุน ค่าใช้จ่าย เงื่อนไขการเข้าสู่ปริญญาตรี และการต่ออายุทุนจากเอกสารอย่างเป็นทางการก่อนสมัครทุกครั้ง

11 พิกัดเที่ยวเฉิงตู กิน เที่ยว คาเฟ่ ช้อปปิ้ง ฉบับไปตามได้จริง

พูดถึง เที่ยวเฉิงตู หลายคนน่าจะนึกถึงแพนด้า หมาล่า และหม่าล่าหม้อไฟเป็นอันดับแรก

แต่หลังจากที่เดียร์เดินทางไปเฉิงตูหลายครั้ง ทั้งไปทำงาน ดูแลนักเรียน และใช้ชีวิตอยู่ในเมืองจริง ๆ เดียร์รู้สึกว่าเสน่ห์ของเฉิงตูมีมากกว่านั้นเยอะมากค่ะ

เฉิงตูเป็นเมืองที่มีความสมดุลแปลก ๆ ระหว่างความทันสมัยกับความชิล

วันหนึ่งเราสามารถไปดูแพนด้าตั้งแต่เช้า เดินพิพิธภัณฑ์ช่วงบ่าย แวะร้านชาน่ารัก ๆ แล้วไปกินของตลาดกลางคืนตอนเย็นได้ โดยที่แต่ละสถานที่ให้อารมณ์ไม่เหมือนกันเลย

ที่นี่มีทั้ง

  • ห้างขนาดใหญ่มาก
  • ร้าน Local Brand จีนที่ดีไซน์สวย
  • พื้นที่ศิลปะและ Creative Community
  • คาเฟ่นั่งทำงาน
  • ตลาดกลางคืน
  • ร้านชาจีนสมัยใหม่
  • ร้านอาหารไทยสำหรับวันที่คิดถึงบ้าน
  • และแน่นอน น้องแพนด้าที่ห้ามพลาด

บทความนี้เดียร์เลยรวบรวม 11 พิกัดเที่ยวเฉิงตู จากสถานที่ที่เดียร์ไปมาจริง เหมาะทั้งกับคนที่มาเที่ยวครั้งแรก นักเรียนที่กำลังจะมาเรียนต่อจีน หรือคนที่อาศัยอยู่ในเฉิงตูแล้วอยากหาที่เดินเล่นในวันว่าง

หมายเหตุ: ร้านค้า เวลาเปิด–ปิด และทางเข้าออกอาจเปลี่ยนแปลงได้ แนะนำให้นำชื่อภาษาอังกฤษหรือภาษาจีนไปค้นใน Amap, Baidu Maps หรือ Dianping อีกครั้งก่อนเดินทางค่ะ


เฉิงตูเหมาะกับนักท่องเที่ยวแบบไหน?

เดียร์คิดว่าเฉิงตูเหมาะมากกับคนที่ไม่อยากเที่ยวแบบเร่งรีบเกินไป

เมืองนี้ไม่ได้ให้ความรู้สึกว่าต้องตื่นเช้ามาเก็บแลนด์มาร์กให้ครบสิบแห่ง แต่เหมาะกับการค่อย ๆ เดิน กินข้าว ดื่มชา แวะร้านเล็ก ๆ และใช้เวลาอยู่กับบรรยากาศของเมือง

เฉิงตูเหมาะกับคนที่ชอบ

  • กินอาหารและลองร้านใหม่ ๆ
  • คาเฟ่และร้านชาจีน
  • ศิลปะ แฟชั่น และ Local Brand
  • ช้อปปิ้งในห้าง
  • Street Food และตลาดกลางคืน
  • สวนและพื้นที่เปิดโล่ง
  • การเดินทางในเมืองที่ค่อนข้างสะดวก
  • เมืองใหญ่ที่ยังมีบรรยากาศสบาย ๆ

ส่วนใครที่กำลังจะมาเรียนต่อเฉิงตู เมืองนี้ก็มีสถานที่ให้ใช้ชีวิตนอกมหาวิทยาลัยเยอะมาก ตั้งแต่ร้านนั่งอ่านหนังสือ ไปจนถึงย่านวัยรุ่นและพื้นที่ทำกิจกรรมช่วงสุดสัปดาห์


1. ร้านพระพุทธเจ้าสี่หน้า: ร้านอาหารไทยสำหรับวันที่คิดถึงบ้าน

พิกัดแรกเหมาะมากสำหรับคนไทยที่อยู่เฉิงตูหลายวันแล้วเริ่มคิดถึงอาหารบ้านเรา

ร้านนี้ในภาพใช้ชื่อภาษาจีนว่า 霁面肆 และเดียร์เรียกกันว่า “ร้านพระพุทธเจ้าสี่หน้า”

เมนูมีให้เลือกค่อนข้างเยอะ รสชาติเข้าถึงง่าย และหลายเมนูให้ความรู้สึกใกล้เคียงกับอาหารไทย ไม่ว่าจะเป็นข้าวกะเพรา ไข่ดาว ส้มตำ หรือชาไทย

เดียร์รู้สึกว่าจุดเด่นของร้านคือ แม้จะอยู่ในจีน แต่รสชาติไม่ได้ถูกปรับจนเสียความเป็นอาหารไทยไปทั้งหมด โดยเฉพาะเมนูที่มีความเผ็ด เปรี้ยว และกลิ่นเครื่องเทศชัดเจน

วันที่เดียร์ไป ร้านมีลูกค้าเข้าค่อนข้างต่อเนื่อง และดูเหมือนว่าจะได้รับความนิยมมากขึ้นจนมีการขยายพื้นที่ร้านแล้ว

เหมาะกับใคร?

  • นักเรียนไทยที่อยู่เฉิงตู
  • คนที่เดินทางหลายวันแล้วคิดถึงอาหารไทย
  • คนจีนที่อยากลองอาหารไทยรสชัด
  • กลุ่มเพื่อนที่อยากสั่งอาหารหลายอย่างมาแชร์กัน

เมนูที่น่าลอง

  • ข้าวกะเพราไข่ดาว
  • ส้มตำ
  • ชาไทย
  • อาหารจานเดียวสไตล์ไทย

คำค้นสำหรับแผนที่: 霁面肆


2. Wesley Valley: มุมชิลที่รวมร้านอาหาร คาเฟ่ และกิจกรรมไว้ด้วยกัน

Wesley Valley เป็นพื้นที่ขนาดไม่ใหญ่มาก แต่มีร้านหลายรูปแบบอยู่รวมกัน

ในบริเวณเดียวสามารถเจอทั้งร้านอาหารจีน อาหารญี่ปุ่น ร้านกาแฟ ร้านชา และแม้แต่ร้าน KFC จึงเหมาะกับการมาแบบกลุ่มที่แต่ละคนอยากกินไม่เหมือนกัน

สิ่งที่เดียร์ชอบคือบรรยากาศไม่ได้ให้ความรู้สึกเหมือนห้างปิดทั่วไป มีพื้นที่เดินเล่น ต้นไม้ และร้านที่เปิดออกสู่ทางเดินด้านนอก ทำให้นั่งได้นานกว่าและไม่รู้สึกอึดอัด

บางโซนยังมีร้านสำหรับทำกิจกรรมหรือ Workshop เล็ก ๆ เหมาะกับวันหยุดที่ไม่ได้อยากเดินทางไปไหนไกล

เหมาะกับใคร?

  • คนที่อยากนั่งทำงานหรืออ่านหนังสือ
  • กลุ่มเพื่อนที่อยากหาร้านกินข้าวแบบเลือกง่าย
  • คนที่ชอบพื้นที่กึ่ง Outdoor
  • นักเรียนที่อยากหาสถานที่ใช้เวลาช่วงบ่าย

ใช้เวลาเท่าไร?

ประมาณ 1–3 ชั่วโมง หรือมากกว่านั้นหากตั้งใจมานั่งคาเฟ่ทำงาน

ความรู้สึกของเดียร์

ที่นี่ไม่ได้เป็นแลนด์มาร์กที่ต้องเดินทางข้ามเมืองเพื่อมาเช็กอิน แต่เหมาะกับคนที่อยู่ใกล้ ๆ หรือใช้ชีวิตในเฉิงตู แล้วอยากได้สถานที่นั่งสบาย ไม่วุ่นวายเท่าแหล่งท่องเที่ยวหลัก


3. MixC Mall Chengdu: ห้างใหญ่ที่เดินได้ทั้งวัน

Chengdu MixC หรือ 成都万象城 เป็นหนึ่งในห้างขนาดใหญ่ของเฉิงตู มีทั้งพื้นที่ Indoor และ Outdoor รวมหลายอาคารและหลายโซน

ห้างนี้ใหญ่มากจริง ๆ ค่ะ ใครตั้งใจมาช้อปสามารถเผื่อเวลาครึ่งวันหรือทั้งวันได้เลย

ภายในมีทั้ง

  • ร้านเสื้อผ้า
  • ร้านเครื่องสำอาง
  • ร้านอาหาร
  • คาเฟ่
  • ร้านของเล่น
  • ร้านของขวัญ
  • ร้าน Character Goods
  • ร้าน Sanrio และสินค้าลิขสิทธิ์ต่าง ๆ

ช่วงกลางวันกับช่วงเย็นให้บรรยากาศต่างกันค่อนข้างมาก กลางวันจะเหมาะกับการเดินช้อปแบบจริงจัง ส่วนช่วงเย็นพื้นที่ Outdoor จะมีไฟ ร้านอาหาร และบรรยากาศคึกคักขึ้น

ทำไมคนที่อยู่เฉิงตูควรรู้จักที่นี่?

เพราะเป็นห้างที่ตอบโจทย์ทั้งการซื้อของ กินข้าว นัดเพื่อน และเดินหลบร้อนหรือหลบฝน

วันที่ไม่รู้จะไปไหน MixC เป็นตัวเลือกที่ค่อนข้างปลอดภัย เพราะมีอะไรให้ทำหลายอย่าง และใช้เวลาอยู่ได้โดยไม่ต้องเปลี่ยนสถานที่บ่อย

เหมาะกับใคร?

  • สายช้อปปิ้ง
  • คนที่ชอบ Character Goods
  • ครอบครัว
  • กลุ่มเพื่อน
  • คนที่ต้องการร้านอาหารหลายตัวเลือกในที่เดียว

คำค้นสำหรับแผนที่: 成都万象城


4. Li Shanshan Tea หรือ 李山山茶事: ร้านชาจีนที่มีหลายสาขา

ร้าน Li Shanshan Tea หรือ 李山山茶事 เป็นร้านเครื่องดื่มชาที่เดียร์เห็นหลายสาขาในเฉิงตู

ร้านออกแบบให้มีกลิ่นอายจีนร่วมสมัย ใช้วัสดุและสีที่ดูเรียบ แต่ยังมีความน่ารักและเข้าถึงง่าย ไม่ได้ให้ความรู้สึกเป็นร้านชาจีนแบบพิธีการมากเกินไป

เครื่องดื่มมีทั้งชาสด ชานม และเมนูที่ผสมวัตถุดิบสไตล์จีน รสชาติค่อนข้างดื่มง่าย

จากที่เดียร์ลอง ตัวชามีกลิ่นชาชัดกว่าร้านที่เน้นแต่นมและน้ำตาล และ Packaging ก็น่ารักจนเหมาะกับการซื้อถ่ายรูปหรือถือเดินเที่ยว

จุดเด่น

  • มีหลายสาขา ไม่จำเป็นต้องเดินทางไปร้านเดียว
  • ร้านตกแต่งสวย
  • เหมาะสำหรับพักระหว่างเดินเที่ยว
  • ได้ลองวัฒนธรรมชาจีนในรูปแบบทันสมัย
  • ราคาจับต้องง่ายกว่าการไป Tea House แบบเต็มรูปแบบ

ทิปจากเดียร์

ชื่อร้านชาจีนบางร้านอาจไม่มีชื่อภาษาอังกฤษที่ค้นหาเจอง่าย แนะนำ Copy คำว่า 李山山茶事 ไปค้นใน Amap หรือ Dianping จะเจอสาขาใกล้ตัวมากกว่าค่ะ


5. Dongjiao Jiyi หรือ 东郊记忆: ย่านวัยรุ่น ศิลปะ และแฟชั่นของเฉิงตู

หากถามเดียร์ว่ามีที่ไหนในเฉิงตูที่เหมาะกับวัยรุ่น ถ่ายรูปสวย และเดินได้เรื่อย ๆ เดียร์แนะนำ Dongjiao Jiyi หรือ 东郊记忆

พื้นที่นี้เคยเป็นเขตอุตสาหกรรม ก่อนถูกพัฒนาให้กลายเป็นย่านวัฒนธรรมและ Creative Park

สิ่งที่ยังเห็นได้ชัดคืออาคารอิฐ โครงสร้างโรงงาน และบรรยากาศ Industrial ซึ่งถูกนำมาผสมกับร้านสมัยใหม่ งานศิลปะ ร้านเสื้อผ้า คาเฟ่ และพื้นที่จัดกิจกรรม

ที่นี่มีร้าน Local Brand จีนค่อนข้างเยอะ โดยเฉพาะ

  • เสื้อผ้า
  • กระเป๋า
  • เครื่องประดับ
  • ของแต่งบ้าน
  • Art Toy
  • ของทำมือ
  • คาเฟ่และร้านขนม

ในภาพที่เดียร์ถ่ายยังมีร้านอย่าง Likio และร้านเสื้อผ้าหลายแบรนด์ รวมถึงกำแพงคำว่า 成都 ที่เป็นหนึ่งในมุมถ่ายรูปยอดนิยม

ทำไมเดียร์ชอบที่นี่?

เพราะเดินแล้วรู้สึกว่าได้เห็นอีกด้านหนึ่งของเฉิงตูที่ไม่ใช่แค่เมืองแพนด้าหรือเมืองอาหาร

ที่นี่สะท้อนความเป็นเมืองแฟชั่น ศิลปะ และวัฒนธรรมวัยรุ่นของจีนได้ดีมาก

ร้านจำนวนหนึ่งมีสไตล์เฉพาะตัว และบางแบรนด์อาจยังไม่มีสาขานอกประเทศจีน ทำให้การเดินช้อปสนุกกว่าห้างที่มีแต่แบรนด์ที่เรารู้จักอยู่แล้ว

เหมาะกับใคร?

  • วัยรุ่นและนักศึกษา
  • สายแฟชั่น
  • คนชอบถ่ายรูป
  • คนชอบ Art Toy และงานดีไซน์
  • คนที่อยากซื้อของจาก Local Brand จีน
  • Content Creator

ควรไปช่วงไหน?

ช่วงบ่ายต่อเนื่องถึงเย็นจะได้ทั้งแสงถ่ายรูปและบรรยากาศร้านตอนเปิดไฟ

เผื่อเวลาอย่างน้อย 2–4 ชั่วโมง เพราะพื้นที่ค่อนข้างกว้างและมีตรอกหรือร้านเล็ก ๆ ให้แวะเยอะ

คำค้นสำหรับแผนที่: 东郊记忆


6. คาเฟ่และร้านน่ารักรอบ Dongjiao Jiyi

นอกจากพื้นที่หลักของ Dongjiao Jiyi แล้ว บริเวณรอบ ๆ ยังมีคาเฟ่และร้านขนาดเล็กที่เหมาะกับการค่อย ๆ เดินสำรวจ

เดียร์เจอร้านธีมน่ารักหลายร้าน เช่น

  • ร้านคาเฟ่ตกแต่งด้วยตุ๊กตาหมี
  • ร้าน BeFine Cha
  • คาเฟ่โทนอบอุ่น
  • ร้านเครื่องประดับ
  • ร้านเสื้อผ้าแนววัยรุ่น
  • มุมถ่ายรูปที่ไม่ได้อยู่ในโซนคนหนาแน่น

ถ้ามาถึงแล้ว เดียร์ไม่แนะนำให้เดินเฉพาะถนนหลัก ถ้ามีเวลาให้ลองเดินเข้าไปตามซอยและพื้นที่รอบนอกด้วย เพราะบางร้านที่น่ารักที่สุดอาจไม่ได้อยู่ตรงจุดที่คนมารวมตัวกันเยอะ

เหมาะกับวันแบบไหน?

เหมาะกับวันที่ไม่ได้มีตารางแน่น อยากเดินเล่น แวะร้านตามอารมณ์ และถ่ายรูปไปเรื่อย ๆ


7. Tianfu Art Park: พื้นที่ศิลปะที่ไม่ได้มีแค่พิพิธภัณฑ์

Tianfu Art Park หรือ 天府艺术公园 เป็นอีกหนึ่งสถานที่ที่เดียร์แนะนำสำหรับคนที่ชอบงานศิลปะ สถาปัตยกรรม และพื้นที่เปิดโล่ง

ภายในพื้นที่มีทั้งอาคารจัดแสดงงานศิลปะ ห้องนิทรรศการ พื้นที่อ่านหนังสือ และคาเฟ่

ตัวอาคารมีสถาปัตยกรรมที่โดดเด่นมาก โดยเฉพาะพื้นที่ภายในที่ใช้เส้นโค้ง ช่องแสง และโทนสีที่ทำให้ถ่ายรูปออกมาสวย

แม้ไม่ได้เป็นคนที่ติดตามงานศิลปะจริงจัง ก็ยังสามารถมาเดินเล่น ดูนิทรรศการ นั่งอ่านหนังสือ หรือถ่ายรูปได้

กิจกรรมที่ทำได้

  • ชมนิทรรศการ
  • ถ่ายรูปสถาปัตยกรรม
  • นั่งอ่านหนังสือ
  • ทำงานในคาเฟ่
  • เดินเล่นในพื้นที่สวน
  • ใช้เวลาช่วงบ่ายแบบไม่เร่งรีบ

ควรเผื่อเวลาเท่าไร?

ประมาณ 2–4 ชั่วโมง ขึ้นอยู่กับว่าสนใจนิทรรศการมากแค่ไหน

ทิป

นิทรรศการและเวลาเปิดอาจเปลี่ยนเป็นช่วง ๆ ควรตรวจในบัญชีทางการหรือแผนที่จีนก่อนเดินทาง

คำค้นสำหรับแผนที่: 天府艺术公园


8. Chengdu Panda Base: มาเฉิงตูแล้วไม่ดูแพนด้าเหมือนมาไม่ถึง

สถานที่ที่เกือบทุกคนต้องใส่ไว้ในแผนคือ Chengdu Research Base of Giant Panda Breeding หรือศูนย์วิจัยและเพาะพันธุ์แพนด้ายักษ์เฉิงตู

ที่นี่ไม่ได้มีเพียงแพนด้ายักษ์ แต่ยังสามารถเจอ Red Panda และเรียนรู้เกี่ยวกับการอนุรักษ์ การเพาะพันธุ์ และระบบนิเวศของสัตว์เหล่านี้ได้ด้วย

ตัวพื้นที่มีขนาดใหญ่กว่าที่หลายคนคิด จึงควรใส่รองเท้าที่เดินสบายและเตรียมเวลาไว้หลายชั่วโมง

ฐานแพนด้าตั้งอยู่ที่ 1375 Panda Avenue เขต Chenghua และเป็นทั้งศูนย์อนุรักษ์ วิจัย เพาะพันธุ์ และให้ความรู้เกี่ยวกับแพนด้ายักษ์และสัตว์หายากของจีน

ทำไมควรไปตอนเช้า?

เดียร์แนะนำให้ไปตั้งแต่เช้า เพราะ

  • อากาศยังไม่ร้อนมาก
  • แพนด้ามีโอกาสออกมาเคลื่อนไหวมากกว่า
  • ลดความเสี่ยงเจอคนจำนวนมากในช่วงสาย
  • มีเวลาเดินพื้นที่ต่าง ๆ ได้ครบกว่า

ช่วงเดือนมีนาคม–ตุลาคม ฐานเปิดรับผู้เข้าชมรอบเช้าตั้งแต่ 07.30 น. ส่วนเดือนพฤศจิกายน–กุมภาพันธ์เริ่มที่ 08.00 น. แต่เวลาอาจเปลี่ยนได้ จึงควรตรวจจากเว็บไซต์หรือ WeChat ทางการก่อนวันเดินทาง

คำแนะนำสำคัญ

  • จองบัตรล่วงหน้า
  • ตรวจว่าจองประตูทางเข้าใด
  • ไปวันธรรมดาหากทำได้
  • ใส่รองเท้าที่เดินสบาย
  • เตรียมน้ำและหมวก
  • อย่าส่งเสียงดังหรือรบกวนสัตว์
  • เผื่อเวลาอย่างน้อยครึ่งวัน

เหมาะกับใคร?

จริง ๆ แล้วเหมาะกับทุกคน ไม่ว่าจะมากับครอบครัว เพื่อน หรือมาเที่ยวคนเดียว

โดยเฉพาะ Red Panda ที่หลายคนอาจไม่ได้คาดหวัง แต่พอเห็นจริงแล้วน่ารักมากค่ะ

คำค้นสำหรับแผนที่: 成都大熊猫繁育研究基地


9. Fuqin Night Market: ตลาดกลางคืนที่ต้องมาแบบท้องว่าง

Fuqin Night Market หรือ 抚琴夜市 เป็นหนึ่งในตลาดกลางคืนที่เดียร์รู้สึกว่าเหมาะกับคนอยากสัมผัสบรรยากาศของกินแบบ Local

ตลาดตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของถนนวงแหวนชั้นที่หนึ่งของเฉิงตู และอยู่ไม่ไกลจากสถานี Fuqin

ตลาดมีร้านอาหารและรถเข็นเรียงต่อกันเป็นระยะทางค่อนข้างยาว สามารถเดินกินไปเรื่อย ๆ ได้หลายอย่าง ทั้งของคาว ของหวาน ของทอด ของย่าง และเครื่องดื่ม

สิ่งที่เดียร์เห็นและน่าลอง เช่น

  • เต้าหู้แผ่น
  • ของย่าง
  • เสียบไม้
  • มันฝรั่ง
  • อาหารเสฉวน
  • ขนมท้องถิ่น
  • น้ำผลไม้และชา
  • ของทอดที่ทำสดหน้าร้าน

บรรยากาศเป็นอย่างไร?

ที่นี่ไม่ได้เป็นตลาดที่ตกแต่งเพื่อการท่องเที่ยวมากนัก แต่ให้ความรู้สึกเป็นตลาดที่คนในพื้นที่มากินจริง

จึงค่อนข้างคึกคัก แออัด และมีกลิ่นอาหารตลอดทาง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์ค่ะ

ทิปจากเดียร์

  • มาแบบท้องว่าง
  • ซื้อทีละน้อยเพื่อให้ลองได้หลายร้าน
  • เตรียมทิชชู่เปียก
  • ใส่รองเท้าที่เดินง่าย
  • เตรียมระบบจ่ายเงินผ่าน Alipay หรือ WeChat Pay
  • หากไม่กินเผ็ด ให้บอกว่า 不要辣 หรือ “ไม่เอาเผ็ด”
  • ถ้าอยากได้เผ็ดน้อย ใช้คำว่า 微辣

ราคาหลายร้านจับต้องได้ แต่หากลองหลายอย่างรวมกันก็อาจใช้เงินมากกว่าที่คิด ดังนั้นจะมากับเพื่อนแล้วแบ่งกันกินก็สนุกดี

คำค้นสำหรับแผนที่: 抚琴夜市


10. COSMO Chengdu: แหล่งรวมแฟชั่นและแบรนด์จีนสายดีไซน์

COSMO Chengdu เหมาะกับคนที่อยากเห็นว่าแฟชั่นวัยรุ่นจีนตอนนี้เป็นแบบไหน

ในห้างมีร้านเสื้อผ้า กระเป๋า เครื่องประดับ และร้านตกแต่งสวยหลายร้าน โดยจำนวนมากเป็นแบรนด์จีนหรือแบรนด์ที่พบในเอเชียมากกว่าแบรนด์ห้างทั่วไป

COSMO มีลักษณะเหมือนการรวมร้าน Boutique ขนาดเล็กหลายร้านไว้ในอาคารเดียว โดยมีแบรนด์แฟชั่นและดีไซเนอร์จีนรุ่นใหม่จำนวนมาก

จุดเด่น

  • เจอแบรนด์ที่ไม่ค่อยเห็นในไทย
  • มีทั้งแฟชั่น เสื้อผ้า กระเป๋า และเครื่องประดับ
  • ร้านแต่ละร้านออกแบบสวย
  • เหมาะกับการหา Inspiration ด้านแฟชั่น
  • มีมุมถ่ายรูปค่อนข้างเยอะ

เหมาะกับใคร?

  • สายแฟชั่น
  • คนชอบ Local Brand
  • คนทำงานด้าน Content หรือ Design
  • คนที่เบื่อห้างซึ่งมีแต่แบรนด์เดิม ๆ
  • คนที่อยากซื้อของที่ดูไม่เหมือนคนอื่น

เดียร์แนะนำให้เผื่อเวลาเดินทีละชั้น เพราะร้านบางร้านมีขนาดเล็กและอาจพลาดได้ง่ายหากเดินเร็วเกินไป

คำค้นสำหรับแผนที่: 成都COSMO


11. Chunxi Road: ย่านที่มาเฉิงตูครั้งแรกควรไป

Chunxi Road หรือ 春熙路 เป็นหนึ่งในย่านช้อปปิ้งที่มีชื่อเสียงที่สุดของเฉิงตู และเป็นพื้นที่ที่นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่มักแวะมาอย่างน้อยหนึ่งครั้ง

บริเวณนี้มีครบแทบทุกอย่าง ได้แก่

  • ร้านอาหาร
  • คาเฟ่
  • ห้าง
  • ร้านเครื่องสำอาง
  • ร้านเสื้อผ้า
  • แบรนด์กีฬา
  • ของฝาก
  • ร้าน Character Goods
  • ร้านอย่าง MINISO และ WOW COLOUR
  • ร้านแบรนด์ต่างประเทศและแบรนด์จีน

Chunxi Road ได้รับการจัดให้อยู่ในกลุ่มย่านท่องเที่ยวและนันทนาการระดับประเทศ และเป็นหนึ่งในศูนย์กลางด้านแฟชั่นและช้อปปิ้งของเมือง

ทำไมควรไป?

หากมีเวลาในเฉิงตูไม่มาก ย่านนี้เป็นจุดที่เข้าใจง่าย เดินทางสะดวก และรวมร้านยอดนิยมไว้เยอะ

อีกทั้งยังสามารถเชื่อมต่อไปยังพื้นที่ใกล้เคียง เช่น Taikoo Li และย่านใจกลางเมืองได้

ความรู้สึกจริงจากเดียร์

คนค่อนข้างเยอะ โดยเฉพาะช่วงเย็น วันหยุด และช่วงเทศกาล

หากตั้งใจถ่ายรูปหรือเดินดูร้านแบบไม่เบียดมาก แนะนำให้มาเช้าหรือวันธรรมดา แต่ถ้าอยากได้บรรยากาศคึกคัก มีไฟและคนเดินเต็มถนน ช่วงเย็นก็สนุกไปอีกแบบ

ใช้เวลาเท่าไร?

อย่างน้อย 2–4 ชั่วโมง แต่สามารถอยู่ได้ทั้งวันหากรวมการกินข้าวและเดินห้างใกล้เคียง

คำค้นสำหรับแผนที่: 春熙路



จัดกลุ่มพิกัดเฉิงตูตามสไตล์การเที่ยว

สำหรับคนมาเฉิงตูครั้งแรก

เริ่มจากสถานที่เหล่านี้ก่อน:

  1. Chengdu Panda Base
  2. Chunxi Road
  3. Dongjiao Jiyi
  4. Fuqin Night Market

จะได้ครบทั้งแพนด้า ใจกลางเมือง วัฒนธรรมวัยรุ่น และของกิน Local

สำหรับสายคาเฟ่และชอบนั่งชิล

  • Li Shanshan Tea
  • You First
  • Wesley Valley
  • คาเฟ่รอบ Dongjiao Jiyi
  • Tianfu Art Park

สำหรับสายช้อปปิ้ง

  • Chunxi Road
  • COSMO
  • MixC Mall
  • Dongjiao Jiyi

สำหรับสายศิลปะและถ่ายรูป

  • Tianfu Art Park
  • Dongjiao Jiyi
  • COSMO
  • พื้นที่ Outdoor ของ MixC

สำหรับนักเรียนไทยที่อยู่เฉิงตู

  • ร้านพระพุทธเจ้าสี่หน้า
  • You First
  • Wesley Valley
  • Fuqin Night Market
  • MixC Mall

ตัวอย่างแพลนเที่ยวเฉิงตู 3 วัน

วันที่ 1: แพนด้าและย่านใจกลางเมือง

ช่วงเช้า: Chengdu Panda Base
ช่วงบ่าย: กลับมาพักและกินอาหารกลางวัน
ช่วงเย็น: Chunxi Road และพื้นที่ใกล้เคียง
มื้อเย็น: เลือกร้านอาหารในย่านใจกลางเมือง

วันนี้ควรเริ่มเช้า เพราะแพนด้ามีแนวโน้มเคลื่อนไหวมากกว่าในช่วงอากาศเย็น


วันที่ 2: ศิลปะ แฟชั่น และย่านวัยรุ่น

ช่วงสาย: Tianfu Art Park
ช่วงบ่าย: เดินทางไป Dongjiao Jiyi
ช่วงเย็น: เดินร้านแฟชั่นและแวะคาเฟ่
มื้อเย็น: Fuqin Night Market

วันนี้เหมาะกับคนชอบถ่ายรูปและเดินเยอะ ควรใส่รองเท้าที่สบาย


วันที่ 3: ช้อปปิ้งและคาเฟ่

ช่วงสาย–บ่าย: MixC Mall
ช่วงบ่าย: แวะ Li Shanshan Tea
ช่วงเย็น: COSMO หรือ Wesley Valley
มื้อเย็น: ร้านอาหารไทย หากเริ่มคิดถึงรสชาติบ้านเรา


การเดินทางในเฉิงตูสำหรับนักท่องเที่ยว

เฉิงตูเป็นเมืองขนาดใหญ่ ระยะทางระหว่างสถานที่อาจไกลกว่าที่เห็นบนแผนที่ จึงไม่ควรวางสถานที่คนละฝั่งเมืองไว้ติดกันมากเกินไป

วิธีเดินทางที่สะดวก

  • Metro: เหมาะกับสถานที่ในเมืองและย่านช้อปปิ้ง
  • Didi: เหมาะกับกลุ่ม 2–4 คน หรือสถานที่ที่อยู่ห่างจากสถานี
  • จักรยานสาธารณะ: เหมาะกับระยะสั้นเมื่ออากาศดี
  • เดิน: เหมาะเฉพาะในแต่ละย่าน เพราะตัวเมืองกว้าง

สำหรับคนมาเที่ยวครั้งแรก เดียร์แนะนำให้ติดตั้ง

  • Alipay
  • WeChat
  • Amap หรือ 高德地图
  • Didi
  • แอปแปลภาษา
  • Dianping สำหรับดูรีวิวร้านอาหาร

ควรบันทึกชื่อสถานที่เป็นภาษาจีนไว้ด้วย เพราะชื่อภาษาอังกฤษบางแห่งอาจค้นไม่เจอหรือเรียกไม่เหมือนกันในแต่ละแอป


มาเฉิงตูช่วงไหนดีที่สุด?

แต่ละฤดูให้ประสบการณ์ต่างกัน

ฤดูใบไม้ผลิ

อากาศค่อนข้างสบาย เหมาะกับการเดินสวนและพื้นที่ Outdoor แต่อาจมีฝนหรืออากาศแปรปรวน

ฤดูร้อน

อากาศร้อนและชื้น ต้องวางกิจกรรมกลางแจ้งไว้ช่วงเช้า และใช้ช่วงบ่ายเดินห้างหรือพิพิธภัณฑ์

ฤดูใบไม้ร่วง

เป็นช่วงที่หลายคนชอบ เพราะอากาศเย็นลง เหมาะกับการเดินเที่ยวและถ่ายรูป

ฤดูหนาว

อากาศเย็นและอาจมีความชื้นสูง ท้องฟ้าบางวันค่อนข้างครึ้ม แต่คนอาจน้อยกว่าช่วงท่องเที่ยวยอดนิยม

ไม่ว่าจะมาฤดูไหน ควรเช็กพยากรณ์อากาศก่อนจัดตาราง เพราะบรรยากาศของเฉิงตูเปลี่ยนได้ค่อนข้างเร็ว


สรุป: เฉิงตูไม่ได้มีแค่แพนด้าและหมาล่า

สิ่งที่เดียร์ชอบเกี่ยวกับเฉิงตูคือ เมืองนี้มีอะไรให้ค้นหาเยอะมาก แต่ไม่ได้ทำให้เรารู้สึกว่าต้องรีบตลอดเวลา

เราสามารถใช้เวลาช่วงเช้าดูน้องแพนด้า ช่วงบ่ายเดินดูงานศิลปะ เย็นไปช้อป Local Brand แล้วจบวันด้วยการเดินกินของที่ตลาดกลางคืนได้

สำหรับนักท่องเที่ยว เฉิงตูเป็นเมืองที่เที่ยวสนุก กินง่าย และมีทั้งวัฒนธรรมดั้งเดิมกับความทันสมัย

สำหรับนักเรียน เมืองนี้ก็มีพื้นที่ให้ใช้ชีวิตค่อนข้างครบ ทั้งมหาวิทยาลัย ห้าง คาเฟ่ สวน ตลาด และ Community ของคนรุ่นใหม่

และสำหรับเดียร์ ยิ่งได้กลับมาเฉิงตูหลายครั้ง ก็ยิ่งรู้สึกว่าเมืองนี้ไม่ใช่เมืองที่มาเพียงครั้งเดียวแล้วจบ เพราะทุกครั้งจะมีร้านใหม่ ย่านใหม่ และมุมใหม่ ๆ ให้ค้นพบเสมอ


สนใจมาเรียนหรือเปิดประสบการณ์ที่เฉิงตู?

Chinese Chiwchiw มีทั้งโครงการค่ายระยะสั้น การเรียนภาษาจีน และบริการวางแผนเรียนต่อมหาวิทยาลัยในประเทศจีน

ทีมงานช่วยดูแลตั้งแต่

  • เลือกเมืองและมหาวิทยาลัย
  • วางแผนหลักสูตร
  • สมัครเรียนและสมัครทุน
  • เตรียมเอกสาร
  • ยื่นวีซ่า
  • จัดหาที่พัก
  • เตรียมตัวก่อนเดินทาง
  • ดูแลช่วงเริ่มต้นชีวิตในประเทศจีน

สำหรับน้อง ๆ และผู้ปกครองที่สนใจ เรียนต่อเฉิงตู หรืออยากรู้ว่าเฉิงตูเหมาะกับไลฟ์สไตล์และเป้าหมายของเราหรือไม่ สามารถสอบถามทีม Chinese Chiwchiw ได้เลยค่ะ

Line: @chiwchiw
โทร: 099-485-5511
Facebook: Chinese Chiwchiw

เพราะการเลือกเมืองเรียนต่อไม่ได้ดูเพียงชื่อมหาวิทยาลัย แต่ควรเลือกเมืองที่เราสามารถเรียนรู้ ใช้ชีวิต และเติบโตได้อย่างมีความสุขด้วยค่ะ

เรียนภาษาจีน ที่ไทย VS ที่จีน แบบไหนดีกว่ากัน? เปรียบเทียบให้ครบก่อนตัดสินใจ

“เรียนภาษาจีน ที่ไทย vs ที่จีน แบบไหนดีกว่ากัน?” คือคำถามที่เราได้ยินบ่อยที่สุดจากน้องๆ ที่กำลังวางแผนพัฒนาภาษาจีนอย่างจริงจัง คำตอบไม่มีถูกผิดตายตัว ขึ้นอยู่กับเป้าหมาย งบประมาณ และช่วงเวลาชีวิตของแต่ละคน — บทความนี้เปรียบเทียบให้ครบทุกมุม

สภาพแวดล้อมการเรียนรู้
เรียนที่ไทย นอกห้องเรียนยังคงเป็นภาษาไทย สบายใจ คุ้นเคย แต่โอกาสได้ใช้ภาษาจีนแบบเต็มตัวมีน้อย เรียนที่จีน อยู่ในสภาพแวดล้อมภาษาจีน 24 ชั่วโมง ตั้งแต่สั่งอาหารจนถึงคุยกับเพื่อนร่วมหอ บังคับให้สมองปรับตัวและใช้ภาษาจริงตลอดเวลา

คลาสเรียนและคุณภาพการสอน
เรียนที่ไทยมีทั้งครูไทยและครูจีน อธิบายละเอียดเพราะเข้าใจจุดที่คนไทยสับสน เหมาะกับการปูพื้นฐานให้แน่น เรียนที่จีนได้ครูเจ้าของภาษา 100% สอนสดร่วมกับนักศึกษาต่างชาติหลายประเทศ เข้มข้นกว่าและฝึกฟัง-เข้าใจแบบไม่มีการแปล

โอกาสได้ใช้ภาษาจริง
ที่ไทยต้องหาโอกาสใช้เอง ที่จีนได้ใช้ภาษาทุกวันแบบธรรมชาติ ตั้งแต่สั่งชานมไข่มุกจนถึงคุยกับแม่ค้าตลาดกลางคืน สถานการณ์จริงสอนภาษาได้เร็วกว่าตำราเรียนหลายเท่า

ค่าใช้จ่าย (และทุนการศึกษาที่หลายคนมองข้าม)
เทียบค่าเรียนต่อคอร์สอย่างเดียว เรียนที่ไทยประหยัดกว่าแน่นอน เพราะไม่มีค่าเดินทาง ที่พัก หรือวีซ่าเพิ่มเข้ามา แต่สิ่งที่หลายคนมองข้ามคือ การเรียนที่จีนเปิดโอกาสเข้าถึงทุนการศึกษาที่ไทยไม่มี เช่น ทุนรัฐบาลจีน (CSC) ทุน 1+4 ที่ครอบคลุมค่าเทอมและหอพัก หรือทุนจากมหาวิทยาลัยพาร์ทเนอร์โดยตรง ทำให้ค่าใช้จ่ายสุทธิของบางคนที่ไปเรียนที่จีนต่ำกว่าที่คาดไว้มาก โดยเฉพาะสายที่ตั้งใจเรียนต่อระยะยาว (ทุนการศึกษามีเงื่อนไขและอัตราการแข่งขันในแต่ละรอบ ทีม Chiwchiw ช่วยประเมินโอกาสและเตรียมเอกสารสมัครให้ แต่ไม่มีการรับประกันผลล่วงหน้า)

คอนเนคชั่นที่ได้กลับมา
เรียนที่ไทยได้เพื่อนร่วมชั้นคนไทยเหมือนกัน เรียนที่จีนได้คอนเนคชั่นระดับสากล ทั้งเพื่อนต่างชาติและโอกาสทางธุรกิจที่ตรงกับตลาดจีนโดยตรง

สรุป: แบบไหนเหมาะกับใคร
ยังไม่แน่ใจเป้าหมาย อยากเริ่มต้นแบบไม่กดดันงบ → เรียนที่ไทยก่อนเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี พร้อมลงทุนเพื่อผลลัพธ์เร็วกว่าและเปิดโอกาสทุนการศึกษา → เรียนที่จีนคือคำตอบ Chiwchiw มีทั้งสองทางให้เลือก ทั้งหลักสูตรภาษาจีนที่ไทยและค่าย Chengdu Business 2 Week Camp (14–27 ต.ค. 2026) ที่รวม Business Lecture และ Company Visit

ไม่แน่ใจว่าแบบไหนเหมาะกับเป้าหมายของน้อง? ปรึกษาฟรีได้ที่ LINE: @chiwchiw (มี@)

อยากเข้ามหาวิทยาลัย Top ของจีน ต้องเตรียมสัมภาษณ์อะไรบ้าง?

สัมภาษณ์มหาวิทยาลัยจีน
ต้องเตรียมอะไรบ้าง?

รวมคำถามจริงและเทคนิคตอบให้โดดเด่น

อยากเข้ามหาวิทยาลัย Top ของจีน ต้องเตรียมสัมภาษณ์อะไรบ้าง?

การสมัครมหาวิทยาลัยชั้นนำของจีนไม่ได้พิจารณาเพียงผลการเรียน คะแนนภาษา หรือกิจกรรมที่อยู่ใน Portfolio เท่านั้น

สำหรับหลายมหาวิทยาลัย โดยเฉพาะหลักสูตรนานาชาติ การสัมภาษณ์เป็นอีกหนึ่งขั้นตอนสำคัญที่มหาวิทยาลัยใช้ประเมินว่า ผู้สมัครเหมาะกับหลักสูตรจริงหรือไม่ มีความสนใจในประเทศจีนมากแค่ไหน และสามารถอธิบายเป้าหมายของตัวเองได้ชัดเจนหรือเปล่า

เมื่อไม่นานมานี้ เดียร์ได้ช่วยเตรียมสัมภาษณ์ให้นักเรียนของ Chinese Chiwchiw ที่สมัครเข้า Zhejiang University ในหลักสูตร Global Communication and Management หรือ GCM ของ Zhejiang University International Business School หรือ ZIBS

น้องคนนี้มีโปรไฟล์ค่อนข้างแข็งแรง เรียนอยู่ที่ Harrow International School และได้รับ Offer จากหลายมหาวิทยาลัยแล้ว แต่ Zhejiang University ยังเป็นหนึ่งใน Top Choices ที่น้องอยากเข้าเรียนมากที่สุด

หลังจากสัมภาษณ์เสร็จ น้องส่งข้อความมาบอกเดียร์ว่า

“คำถามหลายข้อที่เราซ้อมกันไป ออกจริงเกือบหมดเลยค่ะ”

เดียร์จึงอยากนำตัวอย่างคำถามที่ออกจริง รวมถึงวิธีเตรียมตัวที่เดียร์ใช้กับนักเรียน มาแบ่งปันให้น้อง ๆ ที่กำลังสมัครมหาวิทยาลัยในประเทศจีน

เพราะการสัมภาษณ์ที่ดีไม่ใช่การจำคำตอบให้ได้ทุกคำ

แต่คือการเข้าใจตัวเอง เข้าใจหลักสูตร และสามารถเล่าเรื่องของเราให้อาจารย์เห็นว่า ทำไมเราจึงเหมาะกับมหาวิทยาลัยแห่งนี้


การสัมภาษณ์มหาวิทยาลัยจีนสำคัญแค่ไหน?

มหาวิทยาลัยจีนแต่ละแห่งมีขั้นตอนการคัดเลือกแตกต่างกัน บางหลักสูตรอาจประเมินจากเอกสารเพียงอย่างเดียว ขณะที่บางหลักสูตรอาจมีข้อสอบ การสัมภาษณ์ออนไลน์ หรือขอเอกสารเพิ่มเติม

Zhejiang University ระบุว่า การรับนักศึกษาต่างชาติเป็นกระบวนการคัดเลือกเชิงแข่งขัน โดยพิจารณาทั้งผลการเรียนระดับมัธยม ความสามารถทางภาษา และผลจากข้อสอบหรือการสัมภาษณ์ในกรณีที่หลักสูตรกำหนด มหาวิทยาลัยยังแจ้งข้อมูลเกี่ยวกับการสัมภาษณ์ผ่านเว็บไซต์ ระบบสมัคร และอีเมลของผู้สมัครโดยตรง

สำหรับ ZIBS กระบวนการสมัครโดยทั่วไปประกอบด้วยการยื่นใบสมัคร การตรวจเอกสาร และการสัมภาษณ์ ก่อนประกาศผลรับเข้าเรียน โดยช่วงเวลาและข้อกำหนดอาจเปลี่ยนในแต่ละปี ผู้สมัครจึงต้องตรวจอีเมลและระบบสมัครอย่างสม่ำเสมอ

การสัมภาษณ์ช่วยให้มหาวิทยาลัยประเมินสิ่งที่มองไม่เห็นจาก Transcript หรือ Personal Statement เช่น

  • วิธีคิดและการสื่อสาร
  • ความมั่นใจ
  • ความสนใจที่แท้จริงในสาขา
  • ความรู้เกี่ยวกับประเทศจีน
  • ความพร้อมในการเรียนเป็นภาษาอังกฤษหรือภาษาจีน
  • ความสามารถในการปรับตัว
  • เป้าหมายในอนาคต
  • ความเหมาะสมกับวัฒนธรรมของหลักสูตร

ดังนั้น ต่อให้ผู้สมัครมีผลการเรียนดี ก็ไม่ควรเข้าไปสัมภาษณ์โดยไม่ได้เตรียมตัว


คำถามสัมภาษณ์มหาวิทยาลัยจีนที่ออกจริง

1. What are your future plans?

คำถามเกี่ยวกับแผนในอนาคตเป็นหนึ่งในคำถามที่พบได้บ่อยมาก

มหาวิทยาลัยไม่ได้คาดหวังว่านักเรียนอายุ 17–18 ปีจะต้องรู้เส้นทางอาชีพทั้งหมดอย่างแน่นอน แต่ต้องการดูว่า ผู้สมัครมีทิศทางและสามารถเชื่อมโยงหลักสูตรกับเป้าหมายของตัวเองได้หรือไม่

คำตอบที่ดีควรมีองค์ประกอบ 3 ส่วน ได้แก่

  1. สนใจทำงานหรือพัฒนาตัวเองในด้านใด
  2. หลักสูตรนี้จะมอบความรู้หรือทักษะอะไรให้เรา
  3. เราต้องการนำความรู้กลับไปสร้างผลกระทบอย่างไร

ตัวอย่างโครงสร้างคำตอบ:

In the future, I hope to work in digital business development between China and Southeast Asia. I am particularly interested in how Chinese technology companies expand into international markets. By studying management, communication and China-related subjects, I hope to develop the skills required to work across cultures and eventually build projects that connect businesses in China and Thailand.

คำตอบไม่จำเป็นต้องฟังดูยิ่งใหญ่ที่สุด แต่ควรมีความชัดเจนและสัมพันธ์กับสิ่งที่สมัคร

สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยง

  • “I don’t know yet.”
  • “I just want to get a good job.”
  • การตอบชื่ออาชีพเพียงอย่างเดียวโดยไม่อธิบายเหตุผล
  • การพูดถึงเป้าหมายที่ไม่เกี่ยวข้องกับหลักสูตรเลย
  • การตั้งเป้าหมายใหญ่แต่ไม่มีประสบการณ์หรือเหตุผลสนับสนุน

2. Why China?

นี่คือหนึ่งในคำถามที่นักเรียนสมัครเรียนต่อจีนควรเตรียมให้ดีที่สุด

หลายคนตอบเพียงว่า

“เพราะอยากเรียนภาษาจีน”

คำตอบนี้ไม่ผิด แต่ยังไม่เพียงพอที่จะทำให้ผู้สมัครโดดเด่น เพราะนักเรียนเกือบทุกคนสามารถพูดแบบเดียวกันได้

คำตอบที่ดีควรเชื่อมโยงอย่างน้อย 2–3 ประเด็น เช่น

  • สาขาที่สนใจ
  • บทบาทของจีนในอุตสาหกรรมนั้น
  • ประสบการณ์ส่วนตัว
  • เป้าหมายในอนาคต
  • ความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับประเทศไทยหรืออาเซียน
  • ทักษะภาษาจีนและความเข้าใจวัฒนธรรม

ตัวอย่างเช่น หากสมัคร Business หรือ Management อาจพูดถึง

  • Digital Economy
  • E-commerce
  • Supply Chain
  • Financial Technology
  • Electric Vehicles
  • Artificial Intelligence
  • การขยายตัวของบริษัทจีนในอาเซียน

ตัวอย่างโครงสร้างคำตอบ:

I chose China because it is one of the most dynamic places to study business and digital innovation. Chinese companies such as Alibaba, Tencent, BYD and Huawei have transformed not only the domestic market but also industries across Southeast Asia. As a Thai student, I believe that understanding China’s business environment, language and culture will allow me to contribute to future cooperation between China and Thailand.

คำตอบที่ไม่ควรใช้เพียงอย่างเดียว

  • “China is a beautiful country.”
  • “I like Chinese food.”
  • “My parents want me to study there.”
  • “China is cheaper than other countries.”
  • “I want to improve my Chinese.”

สามารถพูดถึงเรื่องเหล่านี้ได้ แต่ควรเชื่อมกับเหตุผลด้านการเรียนและอนาคตด้วย


3. Why this university?

นักเรียนจำนวนมากเตรียมตอบ Why China แต่ลืมเตรียม Why This University

คำถามนี้ใช้ดูว่าเราศึกษามหาวิทยาลัยและหลักสูตรมาจริงหรือเพียงสมัครหลายแห่งพร้อมกัน

ก่อนสัมภาษณ์ควรรู้ข้อมูลอย่างน้อยว่า

  • หลักสูตรชื่ออะไร
  • หลักสูตรอยู่ภายใต้คณะหรือ School ใด
  • เรียนวิชาอะไรบ้าง
  • มีจุดเด่นด้านใด
  • หลักสูตรสอนเป็นภาษาอะไร
  • ตั้งอยู่ Campus ไหน
  • มีโอกาสทำโปรเจกต์ ฝึกงาน หรือแลกเปลี่ยนหรือไม่
  • จุดเด่นใดตรงกับเป้าหมายของเรา

สำหรับหลักสูตร Global Communication and Management ของ Zhejiang University ตัวหลักสูตรผสมผสานเนื้อหาด้าน Management, Finance, Communication, China Studies และ Cross-cultural Studies และออกแบบมาสำหรับนักศึกษาต่างชาติที่ต้องการเข้าใจจีนผ่านมุมมองแบบสหวิทยาการ

แทนที่จะตอบว่า

“Zhejiang University is a famous university.”

ควรตอบให้เฉพาะเจาะจง เช่น

What attracts me to this program is its interdisciplinary structure. I do not want to study management only from a theoretical perspective. I also want to understand communication, Chinese society and cross-cultural business. This combination is closely connected to my goal of working between China and Southeast Asia.

ชื่อเสียงของมหาวิทยาลัยสามารถพูดถึงได้ แต่ไม่ควรเป็นเหตุผลเดียว


4. What do you like to do on weekends?

หลายคนคิดว่าเป็นคำถามง่าย ๆ และตอบสั้น ๆ ว่า ดูซีรีส์ เล่นเกม หรือออกไปเจอเพื่อน

แต่จริง ๆ แล้ว คำถามเกี่ยวกับวันหยุดช่วยให้อาจารย์เห็นว่า เราใช้เวลานอกห้องเรียนอย่างไร และมีตัวตนแบบไหน

ไม่มีงานอดิเรกใดที่ “ถูก” มากที่สุด นักเรียนไม่จำเป็นต้องพยายามทำให้ทุกกิจกรรมฟังดูเป็นการแข่งขันหรือภาวะผู้นำ

สิ่งสำคัญคือควรอธิบายว่า

  • เราทำอะไร
  • ทำไมเราชอบ
  • กิจกรรมนั้นสอนอะไร
  • สะท้อนตัวตนอย่างไร

ตัวอย่าง:

On weekends, I usually play tennis and spend some time reading about technology and business. Tennis has taught me to stay focused under pressure, while reading helps me understand developments outside the classroom. I also enjoy meeting friends because listening to different perspectives helps me become more open-minded.

แม้จะตอบว่าชอบดูภาพยนตร์ ก็สามารถตอบให้น่าสนใจได้ เช่น

I enjoy watching films from different countries because they help me understand how culture influences people’s values and communication styles.

จุดสำคัญคือ ไม่ใช่การเลือกงานอดิเรกที่ดูดีที่สุด แต่คือการอธิบายสิ่งที่เราชอบให้เชื่อมโยงกับตัวตนได้


5. What are your hobbies?

คำถามเรื่องงานอดิเรกดูคล้ายคำถามก่อนหน้า แต่มหาวิทยาลัยอาจใช้ดูความสนใจระยะยาวและความสมดุลในชีวิตของผู้สมัคร

คำตอบที่ดีควรมีตัวอย่างจริง ไม่ใช่เพียงลิสต์กิจกรรมหลายอย่าง

แทนที่จะตอบว่า

“My hobbies are reading, travelling and listening to music.”

ลองตอบว่า

One of my main hobbies is reading business biographies. I enjoy learning how founders make decisions during uncertain situations. Recently, I read a book about a technology entrepreneur, and it made me more interested in how innovation can be turned into a sustainable business.

นักเรียนสามารถพูดถึงกีฬา ศิลปะ ดนตรี การทำ Content งานอาสา การ Coding การทำธุรกิจเล็ก ๆ หรือแม้แต่การทำอาหารได้

คำถามที่ควรถามตัวเองก่อนสัมภาษณ์คือ

  • เราทำกิจกรรมนี้มานานแค่ไหน?
  • ทำไมเราจึงยังทำต่อ?
  • เราพัฒนาขึ้นอย่างไร?
  • มีเหตุการณ์หรือผลงานใดที่ใช้เป็นตัวอย่างได้?
  • กิจกรรมนี้บอกอะไรเกี่ยวกับเรา?

6. What is your favourite subject and least favourite subject? Why?

สิ่งที่มหาวิทยาลัยสนใจไม่ใช่เพียงชื่อวิชาที่เราชอบหรือไม่ชอบ แต่คือเหตุผลเบื้องหลังคำตอบ

สำหรับวิชาที่ชอบ ควรอธิบายว่า

  • ชอบเนื้อหาส่วนไหน
  • มีหัวข้อใดที่สนใจเป็นพิเศษ
  • เคยทำ Project หรืออ่านต่อเรื่องอะไร
  • วิชานี้เชื่อมโยงกับหลักสูตรที่สมัครอย่างไร

ตัวอย่าง:

My favourite subject is Economics because it helps me understand how individual decisions can influence markets and society. I particularly enjoyed learning about market failure because it showed me that economic decisions involve both efficiency and social responsibility.

ส่วนวิชาที่ชอบน้อยที่สุด ไม่ควรตอบในลักษณะตำหนิอาจารย์หรือพูดว่าเราไม่ตั้งใจเรียน

ควรเลือกตอบอย่างมีวุฒิภาวะ เช่น

My least favourite subject used to be Mathematics because I sometimes struggled with abstract concepts. However, I learned to break difficult problems into smaller steps and practise consistently. Although it is still challenging, I have become more confident and disciplined.

คำตอบนี้แสดงให้เห็นทั้งจุดอ่อน การตระหนักรู้ และวิธีพัฒนาตัวเอง


7. Describe yourself in three words

เป็นคำถามสั้น ๆ ที่ตอบยากกว่าที่คิด เพราะคำที่เลือกต้องสะท้อนตัวตนจริงและมีตัวอย่างสนับสนุน

อย่าเลือกเพียงคำยอดนิยม เช่น

  • Hard-working
  • Friendly
  • Responsible

โดยไม่มีคำอธิบาย

เลือกได้ แต่ต้องสามารถพิสูจน์ผ่านเรื่องจริง

ตัวอย่าง:

I would describe myself as curious, resilient and collaborative. I am curious because I enjoy exploring topics beyond my school curriculum. I am resilient because I learned to recover from an academic setback last year. I am collaborative because I often help organise team projects and make sure quieter members have opportunities to contribute.

วิธีเตรียมคำตอบคือ เลือกคำ 3 คำที่สะท้อนคนละมิติ เช่น

  1. วิธีคิด
  2. วิธีทำงาน
  3. วิธีอยู่ร่วมกับคนอื่น

ตัวอย่างชุดคำที่น่าสนใจ:

  • Curious, disciplined, empathetic
  • Adaptable, analytical, collaborative
  • Creative, responsible, resilient
  • Open-minded, proactive, reflective

อย่าเลือกคำที่ดูดีแต่ไม่ตรงกับชีวิตจริง เพราะอาจารย์อาจถามต่อว่า

“Can you give me an example?”


8. What do you know about Microeconomics and Macroeconomics?

ผู้สมัครในสาย Business, Economics หรือ Management ควรเตรียมคำถามพื้นฐานทางวิชาการด้วย

มหาวิทยาลัยอาจไม่ได้คาดหวังคำตอบระดับนักเศรษฐศาสตร์ แต่ต้องการดูว่า ผู้สมัครเข้าใจแนวคิดเบื้องต้นและสามารถอธิบายด้วยภาษาของตัวเองได้หรือไม่

Microeconomics คืออะไร?

Microeconomics ศึกษาการตัดสินใจของบุคคล ครัวเรือน และธุรกิจ รวมถึงเรื่องต่าง ๆ เช่น

  • Demand และ Supply
  • Consumer Behaviour
  • Production Costs
  • Market Structures
  • Competition
  • Pricing
  • Market Failure

ตัวอย่างคำตอบ:

Microeconomics studies how individuals and businesses make decisions when resources are limited. It looks at areas such as supply and demand, consumer behaviour, production and market competition.

Macroeconomics คืออะไร?

Macroeconomics ศึกษาภาพรวมของระบบเศรษฐกิจ เช่น

  • GDP
  • Inflation
  • Unemployment
  • Interest Rates
  • Economic Growth
  • Fiscal Policy
  • Monetary Policy
  • International Trade

ตัวอย่างคำตอบ:

Macroeconomics focuses on the economy as a whole. It examines issues such as economic growth, inflation, unemployment, interest rates and government policy.

หลังจากตอบคำนิยามแล้ว ควรเตรียมตัวอย่างเพื่อแสดงความเข้าใจ เช่น

For example, a rise in interest rates may reduce consumer borrowing and business investment, which can help control inflation but may also slow economic growth.

ในวันสัมภาษณ์จริง นักเรียนที่เดียร์ช่วยเตรียมสามารถตอบคำถามส่วนนี้ได้ดี จนอาจารย์พยักหน้าระหว่างฟังคำตอบ

นี่แสดงให้เห็นว่า การทบทวนพื้นฐานเพียงเล็กน้อยก่อนสัมภาษณ์สามารถสร้างความแตกต่างได้มาก


คำถามอื่นที่ควรเตรียมก่อนสัมภาษณ์มหาวิทยาลัยจีน

แม้คำถามของแต่ละมหาวิทยาลัยจะไม่เหมือนกัน แต่นักเรียนควรซ้อมตอบคำถามต่อไปนี้ด้วย

คำถามเกี่ยวกับตัวเอง

  • Tell me about yourself.
  • What are your strengths?
  • What is your greatest weakness?
  • What makes you different from other applicants?
  • What achievement are you most proud of?
  • How would your friends describe you?
  • What is one experience that changed you?
  • What do you want the interviewers to remember about you?

คำถามเกี่ยวกับการเรียน

  • Why did you choose this major?
  • Which subject has prepared you for this program?
  • Tell us about a project you have completed.
  • What academic challenge have you faced?
  • How do you manage your time?
  • How do you respond when you receive a low grade?
  • What topic in this field interests you most?
  • What have you read outside your school curriculum?

คำถามเกี่ยวกับประเทศจีน

  • Why do you want to study in China?
  • What do you know about Chinese culture?
  • What recent development in China interests you?
  • How will you adapt to living in China?
  • Do you speak Chinese?
  • How will learning Chinese support your future?
  • What do you think Thailand can learn from China?
  • How can China and Southeast Asia work together?

คำถามเชิงพฤติกรรม

  • Tell me about a time you worked in a team.
  • Tell me about a time you failed.
  • Describe a conflict and how you resolved it.
  • Tell me about a difficult decision.
  • Describe a situation where you showed leadership.
  • Tell me about a time you helped someone.
  • How do you deal with pressure?
  • What would you do if you disagreed with a teammate?

คำถามเกี่ยวกับอนาคต

  • Where do you see yourself in five years?
  • What career are you interested in?
  • Do you plan to work in China?
  • How will this degree help your home country?
  • What impact do you want to create?
  • Do you plan to pursue a master’s degree?

วิธีเตรียมสัมภาษณ์มหาวิทยาลัยจีนแบบเป็นขั้นตอน

ขั้นตอนที่ 1: ศึกษามหาวิทยาลัยและหลักสูตรอย่างละเอียด

ก่อนซ้อมคำถาม นักเรียนควรอ่านเว็บไซต์หลักสูตรจริง ไม่ควรอาศัยข้อมูลจาก Social Media เพียงอย่างเดียว

ควรจดข้อมูลต่อไปนี้ออกมา:

  • ชื่อหลักสูตรเต็ม
  • ชื่อคณะหรือ School
  • ระยะเวลาการเรียน
  • ภาษาที่ใช้สอน
  • วิชาหลัก
  • วิชาเลือก
  • Internship หรือ Project
  • จุดเด่นของ Campus
  • Career Outcomes
  • คุณสมบัติที่หลักสูตรมองหา

จากนั้นเลือกมา 2–3 จุดที่สัมพันธ์กับตัวเองมากที่สุด

อย่าท่องทุกอย่างในเว็บไซต์ เพราะคำตอบจะฟังเหมือน Brochure

เป้าหมายคือสามารถอธิบายว่า

“จากจุดเด่นทั้งหมดของหลักสูตร อะไรคือสิ่งที่เหมาะกับเราเป็นพิเศษ และเพราะอะไร?”


ขั้นตอนที่ 2: เตรียมเรื่องราวหลักของตัวเอง

ก่อนตอบคำถามย่อย นักเรียนควรรู้ก่อนว่า “เรื่องราวของเรา” คืออะไร

ลองสรุปตัวเองเป็นหนึ่งย่อหน้า โดยตอบคำถามว่า

  • เราสนใจอะไร?
  • ความสนใจนั้นเริ่มจากไหน?
  • เราเคยทำอะไรเกี่ยวกับเรื่องนั้น?
  • ทำไมจึงเลือกสาขานี้?
  • ทำไมจึงเลือกจีน?
  • เราอยากไปทางไหนต่อ?

ตัวอย่างโครงสร้าง:

I became interested in digital business after helping my family improve its online sales. This experience made me curious about how technology changes consumer behaviour. I later joined a business competition and completed an online course in economics. I now want to study management in China because of the country’s rapid development in e-commerce and digital innovation, with the long-term goal of working between China and Southeast Asia.

เมื่อมีเรื่องราวหลักแล้ว คำตอบแต่ละข้อจะเชื่อมโยงกันและฟังเป็นธรรมชาติมากขึ้น


ขั้นตอนที่ 3: เตรียมตัวอย่างจริงอย่างน้อย 5 เรื่อง

คำตอบที่ดีควรมีหลักฐานจากชีวิตจริง

เดียร์แนะนำให้นักเรียนเตรียมเรื่องราวอย่างน้อย 5 เรื่อง ได้แก่

  1. ความสำเร็จที่ภูมิใจ
  2. ความล้มเหลวหรือความผิดพลาด
  3. ประสบการณ์การทำงานเป็นทีม
  4. เหตุการณ์ที่แสดงความเป็นผู้นำ
  5. ความท้าทายที่ต้องปรับตัว

แต่ละเรื่องควรตอบให้ได้ว่า

  • เกิดอะไรขึ้น?
  • เรามีหน้าที่อะไร?
  • เราทำอะไร?
  • ผลลัพธ์เป็นอย่างไร?
  • เราเรียนรู้อะไร?

สามารถใช้โครงสร้าง STAR ได้:

  • Situation: เหตุการณ์คืออะไร
  • Task: เราต้องทำอะไร
  • Action: เราลงมือทำอย่างไร
  • Result: ผลเป็นอย่างไร

อย่าพยายามสร้างเรื่องให้ดูสมบูรณ์แบบ เพราะเรื่องจริงที่มีทั้งความผิดพลาดและการเรียนรู้มักน่าเชื่อถือกว่า


ขั้นตอนที่ 4: ทบทวนความรู้พื้นฐานของสาขา

ผู้สมัครควรกลับไปทบทวนหัวข้อพื้นฐานจากสาขาที่สมัคร

Business และ Management

  • Marketing
  • Leadership
  • Business Models
  • Entrepreneurship
  • Organisational Behaviour
  • Digital Transformation
  • Corporate Social Responsibility

Economics

  • Supply and Demand
  • Inflation
  • GDP
  • Interest Rates
  • Market Failure
  • Fiscal and Monetary Policy
  • International Trade

Computer Science และ Technology

  • Programming Fundamentals
  • Algorithms
  • Artificial Intelligence
  • Data Privacy
  • Cybersecurity
  • Machine Learning
  • Ethical Issues in Technology

Communication และ Media

  • Digital Media
  • Social Media
  • Cross-cultural Communication
  • Media Influence
  • Misinformation
  • Branding
  • Public Opinion

นักเรียนไม่จำเป็นต้องตอบทุกเรื่องได้ลึก แต่ควรเลือกหัวข้อที่สนใจจริงอย่างน้อย 2–3 เรื่องและเตรียมความคิดเห็นของตัวเอง


ขั้นตอนที่ 5: ติดตามข่าวและเทรนด์ที่เกิดขึ้นในจีน

โดยเฉพาะผู้สมัคร Business, Economics, Management และ Technology ควรรู้ว่า ขณะนี้จีนมีพัฒนาการหรือประเด็นใดที่น่าสนใจ

ตัวอย่างหัวข้อที่สามารถศึกษาได้:

  • Artificial Intelligence
  • DeepSeek และโมเดล AI ของจีน
  • Electric Vehicles
  • BYD และอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า
  • E-commerce และ Live Commerce
  • Digital Payments
  • Green Technology
  • Robotics
  • Semiconductor Industry
  • Supply Chain
  • การขยายตัวของบริษัทจีนในอาเซียน
  • Alibaba, Tencent, Huawei และ Xiaomi

อย่าจำเพียงชื่อบริษัทหรือข่าว

ควรตอบให้ได้ว่า

  • เกิดอะไรขึ้น?
  • ทำไมเรื่องนี้จึงสำคัญ?
  • เกี่ยวข้องกับสาขาของเราอย่างไร?
  • เรามีความคิดเห็นอย่างไร?

ตัวอย่าง:

I am interested in the development of electric vehicles in China, particularly how companies such as BYD combine manufacturing, battery technology and competitive pricing. I think this development is important for Southeast Asia because more Chinese EV companies are investing in the region. It shows how business strategy, technology and international expansion are connected.


ขั้นตอนที่ 6: ซ้อมสัมภาษณ์เป็นภาษาอังกฤษออกเสียงจริง

การคิดคำตอบในใจไม่เหมือนกับการตอบออกเสียง

หลายคนรู้ว่าตัวเองต้องการพูดอะไร แต่เมื่อเปิดกล้องและต้องตอบทันที กลับเรียบเรียงประโยคไม่ทัน

ควรซ้อมอย่างน้อย 3 รูปแบบ:

รอบที่ 1: ซ้อมแบบไม่จับเวลา

เน้นหาเนื้อหาที่ต้องการพูดให้ครบ

รอบที่ 2: ซ้อมแบบจับเวลา

คำตอบทั่วไปควรอยู่ประมาณ 45–90 วินาที เว้นแต่คำถามต้องการรายละเอียดมากขึ้น

รอบที่ 3: Mock Interview

ให้ผู้ซ้อมถามคำถามต่อเนื่องโดยไม่แจ้งล่วงหน้า และถามคำถามต่อยอดจากคำตอบ เช่น

  • Why?
  • Can you give an example?
  • What did you learn?
  • How is this related to your major?
  • What would you do differently?

คำถามต่อยอดคือส่วนที่ทำให้หลายคนหลุดจากสคริปต์ ดังนั้นต้องฝึกคิดและตอบอย่างเป็นธรรมชาติด้วย


ขั้นตอนที่ 7: เตรียมคำถามที่จะถามมหาวิทยาลัย

ช่วงท้าย อาจารย์อาจถามว่า

“Do you have any questions for us?”

ไม่ควรตอบว่า “No” ทันที หากยังมีโอกาสแสดงความสนใจในหลักสูตร

ตัวอย่างคำถามที่ดี:

  • What qualities do successful students in this program usually have?
  • Are there opportunities for international students to work on projects with Chinese companies?
  • How does the program support students who want to improve their Mandarin?
  • What kinds of internships do students commonly pursue?
  • Are students able to take electives across different schools?
  • How does the program help international students adapt to academic life in China?

หลีกเลี่ยงคำถามที่ค้นเจอได้ทันทีจากหน้าแรกของเว็บไซต์ เช่น

  • ค่าเทอมเท่าไร?
  • หลักสูตรเรียนกี่ปี?
  • มหาวิทยาลัยตั้งอยู่เมืองอะไร?

คำถามควรแสดงให้เห็นว่าเราได้ศึกษาข้อมูลพื้นฐานมาแล้ว


วิธีตอบให้ดูเป็นธรรมชาติ ไม่เหมือนท่องสคริปต์

อย่าเขียนคำตอบเป็น Essay เต็มหน้า

หากจำทุกคำ นักเรียนจะกังวลทันทีเมื่อพูดผิดหนึ่งประโยค

ให้เตรียมเป็น Bullet Points เช่น

Why China

  • Digital economy
  • Chinese companies in Thailand
  • Interest from family business
  • Language and culture
  • Long-term China–SEA career

จากนั้นฝึกพูดโดยใช้คำต่างกันในแต่ละรอบ


ใช้ภาษาที่ตัวเองพูดได้จริง

ไม่จำเป็นต้องใช้ศัพท์ยากทุกประโยค

มหาวิทยาลัยให้ความสำคัญกับความชัดเจนและเนื้อหามากกว่าการพยายามพูดเหมือนบทความวิชาการ

แทนที่จะพูดว่า

“China’s unprecedented socioeconomic transformation has profoundly inspired my intellectual curiosity.”

สามารถพูดว่า

“I am interested in how quickly China has developed in areas such as technology, e-commerce and digital payments. I want to understand what businesses in Southeast Asia can learn from this development.”

เวอร์ชันหลังฟังเป็นธรรมชาติและเข้าใจง่ายกว่า


ตอบคำถามก่อน แล้วค่อยอธิบาย

อย่าเล่าเรื่องยาวจนคนฟังไม่รู้ว่าคำตอบคืออะไร

ใช้โครงสร้าง:

  1. ตอบโดยตรง
  2. อธิบายเหตุผล
  3. ยกตัวอย่าง
  4. เชื่อมกลับกับหลักสูตร

ตัวอย่าง:

My favourite subject is Economics. I enjoy it because it helps me understand how decisions made by individuals, companies and governments affect society. For example, while studying inflation, I became interested in how interest-rate decisions influence consumer behaviour. This is one reason I want to study management in a broader economic context.


อย่ากลัวที่จะหยุดคิด

หากต้องการเวลาคิด สามารถพูดว่า

  • That is an interesting question. Let me think for a moment.
  • I have not considered that exact question before, but I would say…
  • There are several reasons, but the most important one is…
  • From my experience, I believe…

การหยุดสองถึงสามวินาทีดีกว่าพูดเร็วและหลุดประเด็น


ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในการสัมภาษณ์มหาวิทยาลัยจีน

1. ตอบ Why China แบบกว้างเกินไป

พูดเพียงว่า จีนพัฒนาเร็ว เศรษฐกิจใหญ่ หรืออยากเรียนภาษา โดยไม่เชื่อมกับตัวเอง

2. ไม่รู้รายละเอียดของหลักสูตร

จำชื่อมหาวิทยาลัยได้ แต่ไม่รู้ว่าจะเรียนวิชาอะไรหรือหลักสูตรต่างจากที่อื่นอย่างไร

3. ท่องคำตอบจนฟังไม่เป็นธรรมชาติ

เมื่ออาจารย์ถามต่างจากที่ซ้อมเพียงเล็กน้อย ก็ไม่สามารถปรับคำตอบได้

4. เล่าแต่กิจกรรมโดยไม่พูดถึงสิ่งที่เรียนรู้

การมีรายการกิจกรรมยาวไม่ได้แปลว่าคำตอบดี ต้องอธิบายบทบาท ผลลัพธ์ และบทเรียนด้วย

5. ตอบทุกอย่างให้ดูสมบูรณ์แบบ

การยอมรับจุดอ่อนหรือความล้มเหลวอย่างมีวุฒิภาวะ สามารถทำให้คำตอบน่าเชื่อถือมากขึ้น

6. ไม่เตรียมคำถามวิชาการ

โดยเฉพาะนักเรียนที่สมัครสาขา Economics, Business, Computer Science หรือ Engineering

7. ไม่ติดตามอีเมลและระบบสมัคร

รายละเอียดวัน เวลา และรูปแบบสัมภาษณ์อาจถูกแจ้งผ่านระบบสมัครหรืออีเมล ผู้สมัครควรตรวจสอบทั้ง Inbox และ Spam อย่างสม่ำเสมอ

8. พูดเร็วเกินไป

ความตื่นเต้นทำให้นักเรียนพูดเร็วและออกเสียงไม่ชัด ควรลดความเร็วและแบ่งคำตอบเป็นประโยคสั้น ๆ


Checklist ก่อนวันสัมภาษณ์มหาวิทยาลัยจีน

7 วันก่อนสัมภาษณ์

  • อ่านรายละเอียดหลักสูตรทั้งหมด
  • เตรียม Why China และ Why This University
  • ทบทวน Personal Statement และเอกสารที่ส่ง
  • เตรียมตัวอย่างชีวิตจริงอย่างน้อย 5 เรื่อง
  • ทบทวนพื้นฐานวิชาการ
  • อ่านข่าวจีนที่เกี่ยวข้องอย่างน้อย 3 เรื่อง
  • เริ่มซ้อมตอบออกเสียง

1–2 วันก่อนสัมภาษณ์

  • ทำ Mock Interview
  • ตรวจกล้อง ไมโครโฟน และอินเทอร์เน็ต
  • เตรียมห้องที่เงียบและพื้นหลังเรียบร้อย
  • ตรวจเวลาและ Time Zone
  • เตรียม Passport และเอกสารที่อาจต้องใช้
  • วางโทรศัพท์ไว้ใกล้ตัวในกรณีฉุกเฉิน
  • เตรียมน้ำหนึ่งแก้ว
  • เลือกเสื้อผ้าที่สุภาพ

30 นาทีก่อนสัมภาษณ์

  • ปิด Notifications
  • เปิดระบบหรือ Link ไว้ล่วงหน้า
  • ตรวจชื่อ Zoom หรือ Meeting Account
  • ทบทวนเฉพาะ Bullet Points
  • หายใจลึกและพูดภาษาอังกฤษเล็กน้อยเพื่อวอร์มเสียง
  • ไม่ควรพยายามจำคำตอบใหม่ในนาทีสุดท้าย

หมายเหตุสำหรับผู้สมัคร Zhejiang University ปี 2026

ข้อกำหนดการสมัครสามารถเปลี่ยนได้ในแต่ละปี ผู้สมัครควรยึดประกาศอย่างเป็นทางการของหลักสูตรที่สมัครเป็นหลัก

สำหรับปีการศึกษา 2026/2027 ทาง ZIBS ระบุว่า ผู้สมัครต่างชาติระดับปริญญาตรีในหลักสูตร Global Communication and Management ต้องยื่นผลสอบ CSCA Mathematics ที่สอบเป็นภาษาอังกฤษพร้อมเอกสารสมัครด้วย นอกจากนี้ มหาวิทยาลัยจะแจ้งรายละเอียดเกี่ยวกับการรับสมัครและการสัมภาษณ์ผ่านเว็บไซต์ ระบบสมัคร และอีเมล

ข้อกำหนดดังกล่าวอาจไม่เหมือนกันในทุกหลักสูตรของ Zhejiang University และอาจเปลี่ยนในปีถัดไป นักเรียนจึงควรตรวจหน้า Application Guide ของหลักสูตรตัวเองโดยตรง


การสัมภาษณ์มหาวิทยาลัยไม่ใช่การท่องสคริปต์

สิ่งที่เดียร์บอกนักเรียนทุกคนเสมอคือ

การสัมภาษณ์มหาวิทยาลัยไม่ใช่การแข่งขันว่าใครจำคำตอบได้ดีที่สุด แต่เป็นโอกาสที่มหาวิทยาลัยจะได้รู้จักเรามากกว่าในกระดาษหนึ่งแผ่น

ผู้สมัครควรรู้ว่า

  • เราเป็นใคร
  • เราสนใจอะไร
  • ทำไมจึงเลือกประเทศจีน
  • ทำไมจึงเลือกมหาวิทยาลัยนี้
  • ทำไมจึงเลือกสาขานี้
  • ประสบการณ์ที่ผ่านมาเตรียมเราไว้อย่างไร
  • เราอยากนำความรู้ไปทำอะไรในอนาคต

นักเรียนหลายคนคิดว่าตัวเองตอบคำถามเหล่านี้ได้อยู่แล้ว

แต่เมื่อมาซ้อมสัมภาษณ์จริง กลับพบว่าคำตอบยังไม่ลึกพอ เหตุผลยังเชื่อมโยงกันไม่ชัด หรือมีประสบการณ์ดีมากแต่ยังเล่าออกมาไม่น่าสนใจ

การเตรียมตัวจึงไม่ได้มีไว้เพื่อสร้างตัวตนใหม่ให้ดูเหมาะกับมหาวิทยาลัย

แต่มีไว้เพื่อช่วยให้เราสื่อสารตัวตนและศักยภาพที่มีอยู่แล้วออกมาได้ชัดที่สุด

จากกรณีของนักเรียนคนนี้ แม้น้องจะมีโปรไฟล์แข็งแรงและได้รับ Offer จากหลายมหาวิทยาลัยแล้ว การซ้อมสัมภาษณ์ก็ยังช่วยให้น้องเตรียมคำตอบได้ลึกขึ้น และคำถามหลายข้อที่เราซ้อมกันยังปรากฏในการสัมภาษณ์จริง

นี่คือเหตุผลที่เดียร์เชื่อว่า การเตรียมตัวอย่างมีโครงสร้างสามารถสร้างความแตกต่างได้มากในวันสัมภาษณ์


อยากเตรียมสมัครมหาวิทยาลัยชั้นนำของจีน?

Chinese Chiwchiw พร้อมช่วยนักเรียนและผู้ปกครองวางแผนการสมัครมหาวิทยาลัยในประเทศจีน ตั้งแต่การเลือกมหาวิทยาลัยและหลักสูตร ไปจนถึงการเตรียมเอกสารและสัมภาษณ์

บริการของเราครอบคลุม เช่น

  • ประเมินโปรไฟล์และวางแผนมหาวิทยาลัย
  • เลือกสาขาและหลักสูตรที่เหมาะสม
  • วางแผน HSK, IELTS และการสอบที่เกี่ยวข้อง
  • ตรวจและพัฒนา Personal Statement
  • เตรียม Portfolio และเอกสารสมัคร
  • สมัครมหาวิทยาลัยและทุนการศึกษา
  • ฝึกตอบ Why China และ Why This University
  • Mock Interview ภาษาอังกฤษหรือภาษาจีน
  • เตรียมคำถามเชิงวิชาการ
  • วางแผนวีซ่า ที่พัก และการเดินทาง

เดียร์และทีมจะไม่ได้ช่วยให้นักเรียนท่องคำตอบสำเร็จรูป แต่จะช่วยค้นหาจุดแข็ง ประสบการณ์ และเป้าหมายที่เป็นตัวตนจริงของนักเรียน แล้วนำมาพัฒนาเป็นคำตอบที่มีโครงสร้างและน่าจดจำ

ปรึกษาเรียนต่อจีนกับ Chinese Chiwchiw

Line: @chiwchiw
โทร: 099-485-5511
Facebook: Chinese Chiwchiw

เพราะโปรไฟล์ที่ดีช่วยให้มหาวิทยาลัยสนใจเรา แต่การสื่อสารที่ดีจะช่วยให้มหาวิทยาลัยเข้าใจว่า ทำไมเราจึงเหมาะกับที่นั่นจริง ๆ


คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการสัมภาษณ์มหาวิทยาลัยจีน

สัมภาษณ์มหาวิทยาลัยจีนใช้ภาษาอะไร?

ขึ้นอยู่กับภาษาของหลักสูตร หลักสูตรนานาชาติที่สอนเป็นภาษาอังกฤษมักสัมภาษณ์เป็นภาษาอังกฤษ ส่วนหลักสูตรภาษาจีนอาจสัมภาษณ์เป็นภาษาจีนหรือใช้ทั้งสองภาษา ผู้สมัครควรตรวจรายละเอียดจากมหาวิทยาลัยโดยตรง

สัมภาษณ์มหาวิทยาลัยจีนใช้เวลานานแค่ไหน?

ระยะเวลาแตกต่างกันตามมหาวิทยาลัยและหลักสูตร บางแห่งอาจใช้เวลาประมาณ 10–20 นาที ขณะที่บางแห่งอาจนานกว่านั้นและมีคำถามเชิงวิชาการร่วมด้วย

ต้องพูดภาษาจีนได้ไหมจึงสมัครมหาวิทยาลัยจีนได้?

ไม่จำเป็นสำหรับทุกหลักสูตร เพราะมหาวิทยาลัยจีนมีทั้งหลักสูตรภาษาจีนและภาษาอังกฤษ อย่างไรก็ตาม การมีพื้นฐานภาษาจีนจะช่วยเรื่องการใช้ชีวิต การสร้างเพื่อน และการหาฝึกงานในประเทศจีน

สามารถท่องสคริปต์ไปตอบได้หรือไม่?

สามารถเตรียมโครงสร้างและประเด็นสำคัญได้ แต่ไม่ควรจำทุกคำ เพราะอาจารย์มักถามต่อจากคำตอบ การเข้าใจเนื้อหาและฝึกตอบหลายรูปแบบจะช่วยให้ฟังเป็นธรรมชาติกว่า

คำถาม Why China ควรตอบอย่างไร?

ควรเชื่อมโยงความสนใจส่วนตัว สาขาที่สมัคร พัฒนาการของจีน และเป้าหมายในอนาคต ไม่ควรตอบเพียงว่าอยากเรียนภาษาจีนหรือชอบวัฒนธรรมจีนเท่านั้น

ถ้าตอบคำถามไม่ได้ควรทำอย่างไร?

ควรตั้งสติ ขอเวลาคิดเล็กน้อย และตอบจากความเข้าใจที่มี หากไม่แน่ใจเรื่องข้อเท็จจริง สามารถบอกอย่างสุภาพว่าเรายังไม่มีข้อมูลครบ แต่ลองอธิบายวิธีคิดหรือสิ่งที่เข้าใจในขณะนั้นได้

ควรแต่งตัวอย่างไรในการสัมภาษณ์ออนไลน์?

ควรแต่งกายสุภาพและเรียบร้อย ไม่จำเป็นต้องเป็นชุดทางการเต็มรูปแบบ แต่ควรหลีกเลี่ยงเสื้อผ้าที่ลำลองมากเกินไป พร้อมจัดแสง กล้อง และพื้นหลังให้ดูเป็นมืออาชีพ

มหาวิทยาลัยจะถามจาก Personal Statement หรือไม่?

มีโอกาสสูง ผู้สัมภาษณ์อาจถามเกี่ยวกับกิจกรรม เป้าหมาย หนังสือ โครงการ หรือประสบการณ์ที่ผู้สมัครเขียนไว้ จึงควรอ่านเอกสารที่ส่งทั้งหมดอีกครั้งก่อนสัมภาษณ์

หมายเหตุ: ขั้นตอนสมัคร ข้อกำหนดการสอบ และรูปแบบการสัมภาษณ์สามารถเปลี่ยนแปลงได้ ข้อมูลส่วนที่เกี่ยวกับ Zhejiang University อ้างอิงจากประกาศและเว็บไซต์ทางการที่เข้าถึงในเดือนกรกฎาคม 2026 ผู้สมัครควรตรวจสอบประกาศล่าสุดของปีและหลักสูตรที่สมัครอีกครั้ง

6 สิ่งที่ไม่มีใครบอกก่อนไปเรียนต่อต่างประเทศ จากประสบการณ์จริงในจีนและอังกฤษ

จากประสบการณ์ 7 ปีในลอนดอน สิ่งที่ไม่มีใครบอกก่อนไปเรียนต่อต่างประเทศ | ประสบการณ์จริงจากเด็กนอก

การเรียนต่อต่างประเทศอาจดูเหมือนเต็มไปด้วยโอกาส ชีวิตใหม่ เพื่อนใหม่ และประสบการณ์ที่น่าตื่นเต้น

แต่ในความเป็นจริง การไปเรียนต่างประเทศไม่ได้มีแค่ภาพสวย ๆ ที่เราเห็นในโซเชียลมีเดีย

มันมีทั้งความเหงา ความกดดัน ค่าใช้จ่ายที่สูง การต้องดูแลตัวเอง และวันที่เราอาจตั้งคำถามว่า “เรามาทำอะไรอยู่ที่นี่?”

เดียร์ไปอยู่ต่างประเทศตั้งแต่อายุ 15 ปี เริ่มจากการไปเรียนที่ประเทศจีน ก่อนจะย้ายไปใช้ชีวิตและเรียนต่อในอังกฤษรวมประมาณ 7 ปี ตั้งแต่ระดับ A-Levels ปริญญาตรีด้านกฎหมาย จนถึงปริญญาโทที่ London School of Economics and Political Science หรือ LSE

ตลอดเส้นทางที่ผ่านมา เดียร์ได้รับทั้งประสบการณ์ที่ดีมาก ๆ และบทเรียนที่ไม่มีใครเคยบอกก่อนเดินทาง

วันนี้เลยอยากเล่า 6 เรื่องจริงของการเรียนต่อต่างประเทศ สำหรับนักเรียนและผู้ปกครองที่กำลังตัดสินใจว่า การไปเรียนต่างประเทศเหมาะกับเราจริงไหม

มันไม่ได้สวยงามทุกวัน แต่ก็ไม่ได้แย่

สำหรับเดียร์ มันคือการเติบโตจริง ๆ


1. การไปอยู่คนเดียวในประเทศที่ไม่รู้จักใคร

ตอนเดียร์ไปเรียนที่ประเทศจีนครั้งแรก เดียร์อายุประมาณ 15 ปี

ตอนนั้นพูดภาษาจีนแทบไม่ได้เลย ไม่มีเพื่อน และไม่รู้ว่าต้องเริ่มต้นปรับตัวยังไง

ทุกอย่างเต็มไปด้วยความสับสน ตั้งแต่การสื่อสารในชีวิตประจำวัน กฎของหอพัก การอยู่ร่วมกับรูมเมต ไปจนถึงการต้องจัดการปัญหาเล็ก ๆ ด้วยตัวเอง

หลายคนเคยถามเดียร์ว่า

“ทำไมเดียร์ถึงได้ภาษาจีนเร็ว?”

คำตอบตรง ๆ คือ ตอนนั้นเดียร์แทบไม่มีทางเลือกค่ะ

เมื่อคนรอบตัวพูดภาษาจีนหมด เราก็ต้องพยายามพูด ต้องลองผิดลองถูก และต้องกล้าใช้ภาษา แม้จะยังพูดไม่ถูกก็ตาม

สภาพแวดล้อมบังคับให้เดียร์ต้องปรับตัวเร็วมาก

แต่ช่วงแรกก็ไม่ได้ง่ายเลย เดียร์เคยร้องไห้อยากกลับประเทศไทย และสุดท้ายก็ได้กลับจริงประมาณหนึ่งสัปดาห์

หลังจากนั้น เดียร์ตัดสินใจกลับไปจีนอีกครั้ง ลองสู้ต่อ และสุดท้ายสามารถสอบผ่าน HSK ระดับ 5 ได้

ประสบการณ์นี้ทำให้เดียร์เรียนรู้เป็นครั้งแรกว่า

บางครั้งเราจะพัฒนาตัวเองได้มากที่สุด ในช่วงเวลาที่เราไม่มีทางหนีจากความท้าทายนั้น


2. แรงกดดันที่ไม่มีใครค่อยพูดถึง

หลายคนอาจมองว่าชีวิตนักเรียนต่างประเทศดูอิสระ สนุก และมีเวลาท่องเที่ยวเยอะ

แต่ในความเป็นจริง การเรียนต่อต่างประเทศมีแรงกดดันอยู่หลายด้านมาก

ตั้งแต่ช่วงที่เรียนในจีน ต่อด้วย A-Levels ปริญญาตรี และปริญญาโท เดียร์ต้องรับผิดชอบทั้งเรื่องการเรียนและชีวิตประจำวันด้วยตัวเอง

สิ่งที่ต้องจัดการมีทั้ง

  • การรักษาผลการเรียน
  • การส่งงานให้ทัน
  • การเตรียมสอบ
  • การจัดตารางชีวิต
  • การดูแลสุขภาพ
  • การบริหารเงิน
  • การทำงานหรือทำธุรกิจควบคู่กันในบางช่วง

ช่วง A-Levels เป็นหนึ่งในช่วงที่หนักมากสำหรับเดียร์ เพราะนอกจากเรียนแล้ว ยังต้องทำงานพาร์ตไทม์ด้วย หลังจากที่คุณพ่อคุณแม่ลดเงินสนับสนุนลง

แรงกดดันจึงไม่ได้มาจากเรื่องเรียนเพียงอย่างเดียว

แต่มาจากความรู้สึกว่า เราต้องรับผิดชอบชีวิตตัวเองทั้งหมด และหากเราจัดการไม่ดี ก็ไม่มีใครมาคอยตามแก้ปัญหาให้ตลอดเวลา

ประสบการณ์นี้ทำให้เดียร์โตเร็วขึ้นมาก แม้ตอนที่อยู่ในสถานการณ์นั้นจะไม่ได้รู้สึกสนุกเลยก็ตาม


3. ค่าใช้จ่ายเรียนต่อต่างประเทศสูงกว่าที่หลายคนคิด

หนึ่งในเรื่องที่นักเรียนและผู้ปกครองควรวางแผนอย่างจริงจังคือ ค่าใช้จ่าย

การเรียนต่อต่างประเทศไม่ได้มีแค่ค่าเทอม แต่ยังมีค่าใช้จ่ายอีกหลายรายการ เช่น

  • ค่าเช่าที่พัก
  • ค่าหอพัก
  • ค่าอาหาร
  • ค่าเดินทาง
  • ค่าตั๋วเครื่องบิน
  • ค่าวีซ่า
  • ค่าประกันสุขภาพ
  • ค่า Guardian สำหรับนักเรียนที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ
  • ค่าอุปกรณ์การเรียน
  • ค่ากิจกรรมและการใช้ชีวิต

สำหรับลอนดอน ค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูงมาก โดยเฉพาะเรื่องที่พักและค่าครองชีพ

นอกจากเรื่องเรียนแล้ว เดียร์เองก็เป็นคนที่ชอบทำกิจกรรม เช่น ดูละครเวที เล่นเทนนิส เรียนภาษาฝรั่งเศส และเรียนเรื่องไวน์ สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมจากค่าเรียนและค่าที่พัก

เมื่อเปรียบเทียบจากประสบการณ์ส่วนตัว การใช้ชีวิตและเรียนในอังกฤษอาจมีค่าใช้จ่ายสูงกว่าการเรียนในจีนประมาณ 3–4 เท่า หรือมากกว่านั้น ขึ้นอยู่กับเมือง มหาวิทยาลัย และไลฟ์สไตล์ของแต่ละคน

ไม่ได้หมายความว่าเราต้องตัดกิจกรรมทั้งหมดออก แต่ควรรู้ตัวเลขตั้งแต่ก่อนเดินทาง และวางงบประมาณที่รวมค่าใช้ชีวิตจริง ไม่ใช่ดูเฉพาะค่าเทอม

เพราะค่าใช้จ่ายเล็ก ๆ ที่เกิดขึ้นทุกวัน เมื่อนำมารวมกันตลอดหนึ่งปี อาจกลายเป็นเงินก้อนใหญ่กว่าที่คิดมาก


4. ระบบการเรียนต่างประเทศต้องพึ่งตัวเองสูงมาก

ระบบการศึกษาในอังกฤษให้ความสำคัญกับ Independent Learning หรือการเรียนรู้ด้วยตัวเองสูงมาก

อาจารย์จะไม่ได้มานั่งตามว่าเราอ่านหนังสือหรือยัง ส่งงานหรือยัง หรือเตรียมสอบถึงไหนแล้ว

นักเรียนต้องรับผิดชอบเรื่องต่าง ๆ ด้วยตัวเอง เช่น

  • อ่านเนื้อหาก่อนเข้าเรียน
  • ค้นคว้าเพิ่มเติมนอกห้องเรียน
  • เตรียมคำถามสำหรับ Seminar
  • ทบทวนบทเรียน
  • ตามงานที่เรียนไม่ทัน
  • วางแผนอ่านหนังสือก่อนสอบ

โดยเฉพาะสายกฎหมายที่เดียร์เรียน เนื้อหาค่อนข้างเยอะและการแข่งขันสูง การอ่านเฉพาะสิ่งที่อาจารย์สอนในห้องอาจไม่เพียงพอ

เดียร์ต้องอ่านคำพิพากษา บทความวิชาการ หนังสือ และวิเคราะห์ประเด็นต่าง ๆ ด้วยตัวเอง

ระบบแบบนี้เหมาะกับคนที่มีวินัยและจัดการเวลาได้ดี เพราะแม้จะดูเหมือนมีชั่วโมงเรียนน้อย แต่เวลาส่วนใหญ่จะถูกใช้ไปกับการอ่านและเตรียมตัวนอกห้องเรียน

ข้อดีคือ การได้อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ทุกคนเก่ง มีเป้าหมาย และทำหลายอย่างพร้อมกัน ทำให้เดียร์รู้สึกว่าตัวเองต้องพัฒนาให้รอบด้านขึ้น

เราไม่ได้เรียนรู้เพียงเพื่อสอบผ่าน แต่ต้องเรียนรู้วิธีคิด วิธีตั้งคำถาม และวิธีรับผิดชอบต่อคุณภาพงานของตัวเอง


5. ชีวิตทางสังคมสามารถเปลี่ยนตัวตนของเราได้

ลอนดอนเป็นเมืองใหญ่และมีผู้คนจากหลากหลายประเทศ

เพื่อนของเดียร์มาจากหลายช่วงของชีวิต ตั้งแต่โรงเรียน มหาวิทยาลัย ชมรม งานพาร์ตไทม์ งานอีเวนต์ และ Community ต่าง ๆ

แต่การอยู่ในเมืองใหญ่ไม่ได้แปลว่าเราจะมีเพื่อนโดยอัตโนมัติ

คนส่วนใหญ่มีตารางชีวิตของตัวเอง ทุกคนยุ่ง และอาจอยู่กันคนละมุมเมือง

หากอยากรักษาความสัมพันธ์ เราต้องตั้งใจนัดเจอ วางแผนล่วงหน้า และแบ่งเวลาให้กัน

ในช่วงแรก เดียร์ไม่ได้เป็นคนที่เข้าสังคมเก่งมาก แต่การอยู่ต่างประเทศทำให้ต้องกล้าพูดคุยกับคนใหม่ ๆ กล้าเข้าร่วมกิจกรรม และกล้าเข้าไปอยู่ในพื้นที่ที่ไม่คุ้นเคย

สุดท้าย เดียร์รู้สึกว่าตัวเองกลายเป็นคนที่เปิดกว้างและเป็น Extrovert มากขึ้น

เพื่อนต่างชาติยังทำให้เราได้เห็นว่า คนแต่ละประเทศมีวิธีคิด การใช้ชีวิต และมุมมองต่อความสำเร็จไม่เหมือนกัน

นี่เป็นหนึ่งในสิ่งที่มีคุณค่ามากที่สุดของการเรียนต่างประเทศ เพราะเราไม่ได้เรียนรู้แค่เนื้อหาในห้องเรียน แต่ได้เรียนรู้โลกผ่านผู้คนที่เราเจอด้วย


6. ความเป็นอิสระคือสิ่งที่ได้มากที่สุด

หากถามว่าสิ่งที่เดียร์ได้รับมากที่สุดจากการเรียนต่อต่างประเทศคืออะไร คำตอบอาจไม่ใช่แค่ปริญญาหรือภาษา

แต่คือความสามารถในการใช้ชีวิตด้วยตัวเอง

การอยู่ต่างประเทศทำให้เราต้องเรียนรู้เรื่องพื้นฐานที่ดูเหมือนเล็ก แต่สำคัญมาก เช่น

  • ทำอาหาร
  • ซักผ้า
  • ทำความสะอาดบ้าน
  • ซื้อของเข้าบ้าน
  • จ่ายบิล
  • วางแผนค่าใช้จ่าย
  • ไปหาหมอด้วยตัวเอง
  • แก้ปัญหาเมื่อเอกสารหรือวีซ่ามีปัญหา
  • ดูแลสภาพจิตใจในวันที่รู้สึกเหงา

เดียร์คิดว่า “การอยู่คนเดียว” เป็นทักษะที่หลายคนอาจมองข้าม

เพราะมันไม่ได้หมายถึงการแยกตัวออกจากคนอื่น แต่หมายถึงการที่เรารู้ว่า ต่อให้ไม่มีใครอยู่ข้าง ๆ ในทุกช่วงเวลา เราก็ยังสามารถดูแลตัวเองและพาชีวิตเดินหน้าต่อไปได้

ความเป็นอิสระไม่ได้เกิดขึ้นในวันเดียว

มันค่อย ๆ เกิดจากการแก้ปัญหาเล็ก ๆ ซ้ำแล้วซ้ำอีก จนวันหนึ่งเราหันกลับมาและรู้ว่า เราโตขึ้นมากกว่าที่คิด


เรียนต่อต่างประเทศคุ้มไหม?

สำหรับเดียร์ การเรียนต่อต่างประเทศคุ้มมาก

แต่ความคุ้มค่าไม่ได้มาจากชื่อมหาวิทยาลัยหรือการได้ใช้ชีวิตในเมืองที่สวยเท่านั้น

มันมาจากการที่เราต้องเติบโตในแบบที่อาจไม่มีทางเกิดขึ้น หากยังอยู่ในสภาพแวดล้อมเดิมตลอดเวลา

การไปเรียนต่างประเทศทำให้เดียร์ได้

  • เข้าใจตัวเองมากขึ้น
  • กล้าตัดสินใจ
  • รับผิดชอบชีวิตตัวเอง
  • ใช้ภาษาได้อย่างเป็นธรรมชาติ
  • พบเพื่อนจากหลายประเทศ
  • เปิดรับวิธีคิดใหม่ ๆ
  • เรียนรู้ที่จะอยู่กับความเหงาและความไม่แน่นอน

แน่นอนว่ามีวันที่เหนื่อย มีวันที่ร้องไห้ และมีวันที่อยากกลับบ้าน

แต่ประสบการณ์เหล่านั้นก็กลายเป็นส่วนสำคัญที่สร้างเดียร์ขึ้นมาในวันนี้


สิ่งที่นักเรียนควรถามตัวเองก่อนไปเรียนต่างประเทศ

ก่อนตัดสินใจไปเรียนต่อ เดียร์คิดว่านักเรียนควรถามตัวเองอย่างตรงไปตรงมาว่า

  • เราพร้อมอยู่ไกลครอบครัวหรือยัง?
  • เราดูแลชีวิตประจำวันด้วยตัวเองได้แค่ไหน?
  • เรามีวินัยในการเรียนโดยไม่มีคนคอยตามหรือไม่?
  • เรารับมือกับความเหงาได้อย่างไร?
  • เราพร้อมขอความช่วยเหลือเมื่อมีปัญหาหรือไม่?
  • งบประมาณของครอบครัวครอบคลุมค่าใช้จ่ายจริงหรือไม่?
  • ประเทศและระบบการศึกษาที่เลือกเหมาะกับตัวตนของเราหรือเปล่า?

การรู้สึกกลัวไม่ได้หมายความว่าเรายังไม่พร้อม

แต่เราควรรู้ว่าอะไรคือเรื่องที่ต้องเตรียมตัว เพื่อไม่ให้ต้องรับมือทุกอย่างโดยไม่มีแผน


สรุปจากประสบการณ์ของเดียร์

การเรียนต่อต่างประเทศไม่ใช่แค่เรื่องของการเรียน

แต่มันคือการออกไปสร้างชีวิตของตัวเองในสถานที่ที่เราอาจไม่รู้จักใคร ไม่เข้าใจภาษา และไม่คุ้นเคยกับวัฒนธรรม

มันอาจจะยาก
มันอาจจะเหงา
และมันอาจไม่ได้สวยงามเหมือนที่เราเห็นในรูปตลอดเวลา

แต่สำหรับเดียร์ มันคุ้มมาก

เพราะสิ่งที่ได้รับกลับมาไม่ใช่เพียงความรู้หรือวุฒิการศึกษา แต่คือความมั่นใจ ความเป็นอิสระ และความเข้าใจว่า ไม่ว่าเราจะถูกวางไว้ในสภาพแวดล้อมแบบไหน เราก็สามารถเรียนรู้และเติบโตได้

สำหรับนักเรียนและผู้ปกครองที่กำลังตัดสินใจว่า ควรไปเรียนต่อจีน อังกฤษ หรือประเทศไหนดี อย่าเลือกจากเพียงชื่อเสียงหรือ Ranking

ลองพิจารณาทั้งระบบการเรียน งบประมาณ บุคลิกของนักเรียน ความพร้อมในการใช้ชีวิต และเป้าหมายระยะยาว

เพราะประเทศที่ดีที่สุด ไม่จำเป็นต้องเป็นประเทศที่ดังที่สุด

แต่คือประเทศที่ช่วยให้นักเรียนคนนั้นเติบโตได้ดีที่สุด


สนใจวางแผนเรียนต่อประเทศจีน?

Chinese Chiwchiw พร้อมช่วยนักเรียนและผู้ปกครองวางแผนเส้นทางเรียนต่อจีน ตั้งแต่การเลือกมหาวิทยาลัย เมือง และหลักสูตร ไปจนถึงการสมัครทุน เตรียมเอกสาร ยื่นวีซ่า จัดหาที่พัก และเตรียมตัวก่อนเดินทาง

ทีมงานจะช่วยประเมินจาก

  • ผลการเรียน
  • ระดับภาษาจีน
  • งบประมาณ
  • เมืองที่สนใจ
  • สาขาวิชาที่ต้องการเรียน
  • เป้าหมายด้านการเรียนและอาชีพ

เพื่อแนะนำเส้นทางที่เหมาะกับนักเรียนแต่ละคน

ปรึกษาเรียนต่อจีนกับ Chinese Chiwchiw

Line: @chiwchiw
โทร: 099-485-5511
Facebook: Chinese Chiwchiw