ป้ายกำกับ เรียนต่อเฉิงตู

รู้จัก Malvern College Chengdu โรงเรียน Bilingual Boarding School หลักสูตรอังกฤษในเฉิงตู

หลังจากโพสต์ก่อนที่เดียร์เล่าเกี่ยวกับ Boarding School ในประเทศจีน มีผู้ปกครองหลายท่านสนใจว่า ในจีนมีโรงเรียนที่ใช้หลักสูตรนานาชาติหรือหลักสูตรอังกฤษจริงไหม และแตกต่างจากโรงเรียนนานาชาติในไทยหรืออังกฤษอย่างไร

วันนี้เดียร์เลยอยากพาทุกคนมารู้จักอีกหนึ่งโรงเรียนที่เดียร์มองว่าน่าสนใจมาก คือ

Malvern College Chengdu หรือ 成都墨尔文学校

โรงเรียนแห่งนี้เป็นโรงเรียนสองภาษา หรือที่ภาษาจีนเรียกว่า 双语学校 — Shuāngyǔ Xuéxiào ตั้งอยู่ในเมืองเฉิงตู มณฑลเสฉวน

เดียร์กับน้องชาย ซึ่งเรียนอยู่ที่ Regents International School Pattaya เคยมีโอกาสเข้าไปเยี่ยมชมโรงเรียนด้วยกัน และเราสองคนรู้สึกชอบบรรยากาศของที่นี่มากค่ะ

สิ่งที่ทำให้โรงเรียนนี้แตกต่างคือ การนำแนวคิดของ British Boarding School มาผสมผสานกับการศึกษาจีน โดยไม่ได้พยายามทำให้โรงเรียนกลายเป็นโรงเรียนอังกฤษที่ตั้งอยู่ในจีนแบบตรงตัว แต่ยังรักษาความสำคัญของภาษาจีน วัฒนธรรมจีน และพื้นฐานวิชาการตามระบบการศึกษาจีนไว้ด้วย

เว็บไซต์ของโรงเรียนระบุว่า Malvern College Chengdu ได้รับอนุญาตและพัฒนาขึ้นโดยเชื่อมโยงกับ Malvern College ประเทศอังกฤษ ซึ่งก่อตั้งขึ้นในปี 1865 โดยโรงเรียนเฉิงตูจัดการศึกษาแบบ K–12 และมีทั้งตัวเลือกนักเรียนไป–กลับและนักเรียนประจำ

บทความนี้เดียร์จะพาไปดูทั้งเรื่องแคมปัส หลักสูตร หอพัก ค่าใช้จ่าย และข้อควรรู้สำหรับผู้ปกครองไทยที่กำลังมองหา Boarding School หรือเส้นทางการศึกษานานาชาติในประเทศจีนค่ะ

Bilingual School ในจีนคืออะไร?

ก่อนอื่น ต้องแยกคำว่า Bilingual School ออกจากคำว่า International School ให้ชัดเจนก่อน

โรงเรียน Bilingual School ในจีนมักออกแบบมาให้เด็กจีนหรือครอบครัวที่ต้องการการศึกษานานาชาติ ได้เรียนทั้งภาษาจีนและภาษาอังกฤษ พร้อมผสมหลักสูตรจีนกับองค์ประกอบของหลักสูตรต่างประเทศ

ในขณะที่โรงเรียนนานาชาติสำหรับบุตรหลานชาวต่างชาติในจีนบางแห่ง อาจรับเฉพาะนักเรียนที่มีคุณสมบัติด้านสัญชาติหรือสถานะครอบครัวตามข้อกำหนด และใช้หลักสูตรนานาชาติเป็นหลัก

สำหรับ Malvern College Chengdu ระบบการศึกษาช่วงต้นเป็นแบบสองภาษา โดยผสมวิชาตาม Chinese National Curriculum กับแนวทางจาก English National Curriculum ก่อนเปลี่ยนเข้าสู่ IGCSE และ A-Level ในระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย

จุดเด่นของโรงเรียนลักษณะนี้คือ นักเรียนไม่ได้เสียพื้นฐานภาษาจีนไป แต่ยังได้รับการเตรียมความพร้อมเพื่อศึกษาต่อมหาวิทยาลัยในอังกฤษ สหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย ฮ่องกง สิงคโปร์ หรือประเทศอื่น ๆ ได้ด้วย

📍 Location & Campus

โรงเรียนตั้งอยู่ในเขต Xinjin ของเฉิงตู บนพื้นที่กว่า 150 ไร่ 🌳

บรรยากาศโดยรวมคือ “British Forest Campus” หรือแคมปัสสไตล์อังกฤษที่ล้อมรอบด้วยธรรมชาติ — ซึ่งค่อนข้าง unique มากสำหรับโรงเรียนในจีน

เปิดใช้งานอย่างเป็นทางการตั้งแต่ปี 2020 และตอนนี้ก็ถือว่าเป็นหนึ่งในโรงเรียนนานาชาติแนว bilingual innovation ที่โดดเด่นในโซนจีนตะวันตกแล้วค่ะ

ทำเลก็ดีมาก:

* ห่างสถานีรถไฟฟ้าเพียง ~800 เมตร 🚇

* เข้าเมือง / financial centre ใช้เวลาประมาณ 30 นาที

British Forest Campus ที่ให้ความรู้สึกสงบและเป็นธรรมชาติ

สิ่งแรกที่เดียร์ชอบตอนเข้าไปเยี่ยมชมคือ แคมปัสไม่ได้ให้ความรู้สึกเหมือนโรงเรียนในเมืองที่อาคารทุกหลังอยู่ติดกัน

บรรยากาศมีต้นไม้ พื้นที่สีเขียว ทางเดิน และอาคารที่กระจายเป็นสัดส่วน จึงให้ความรู้สึกเหมือน Campus หรือ Boarding School มากกว่าโรงเรียนทั่วไป

สำหรับเด็กที่ต้องอยู่โรงเรียนทั้งวันหรือพักในหอ สภาพแวดล้อมสำคัญมาก เพราะโรงเรียนไม่ได้เป็นเพียงสถานที่เข้าเรียน แต่กลายเป็นพื้นที่ที่เด็ก

  • เรียน
  • กินข้าว
  • ทำกิจกรรม
  • เล่นกีฬา
  • พักผ่อน
  • ใช้ชีวิตกับเพื่อน
  • และเติบโตตลอดหลายปี

การมีพื้นที่กว้างและแยกโซนชัดเจนช่วยให้เด็กมีทั้งพื้นที่ส่วนรวมและพื้นที่สงบสำหรับการเรียนค่ะ

🏫 Facilities (ต้องบอกว่า premium มาก)

ตัวแคมปัสออกแบบโดยทีมสถาปนิกระดับท็อป ร่วมกับ

Tsinghua University Architectural Design and Research Institute

ผสมผสานความเป็น British architecture กับ modern design ได้ลงตัวมาก

ภายในมี:

* สระว่ายน้ำระบบควบคุมอุณหภูมิ 🏊🏻‍♂️

* สนามกีฬา indoor แบบ multi-purpose 🏸

* โรงละคร 🎭

* ห้องเรียน + หอพักมี central air + fresh air system

* ระดับอนุบาลมีระบบพื้นอุ่น (floor heating)

Layout โรงเรียนถูกออกแบบแบบ “หนึ่งแกน สองโซน หลายกลุ่มอาคาร”

📚 ห้องสมุดอยู่ตรงกลาง

🏫 โซนเรียน และโซนใช้ชีวิตแยกชัดเจน

→ ทำให้บรรยากาศสงบ น่าเรียน และเป็นระบบมาก

หลักสูตรของ Malvern College Chengdu

โรงเรียนเปิดสอนแบบ Through School หรือรองรับตั้งแต่ระดับก่อนประถมไปจนถึงมัธยมศึกษาตอนปลาย

โครงสร้างหลักสูตรจะแตกต่างตามช่วงวัย


ระดับอนุบาลและเด็กเล็ก

ระดับ Pre-school ใช้การเรียนรู้แบบสองภาษา โดยพัฒนาทักษะการสื่อสารพื้นฐานทั้งภาษาจีนและภาษาอังกฤษ

โรงเรียนอ้างอิงแนวทาง Early Years Foundation Stage หรือ EYFS และนำแนวคิดจาก Forest School, Montessori และ Reggio Emilia มาใช้เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ผ่านการสำรวจและประสบการณ์จริง

ในวัยนี้ เป้าหมายจึงไม่ได้อยู่ที่การเร่งให้เด็กอ่านหรือสอบได้เร็วที่สุดเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึง

  • การสื่อสาร
  • ความมั่นใจ
  • การช่วยเหลือตัวเอง
  • การอยู่ร่วมกับผู้อื่น
  • ความอยากรู้อยากเห็น
  • การใช้ร่างกายและประสาทสัมผัส
  • ความคิดสร้างสรรค์

ระดับประถมศึกษา

ในช่วง Nursery ถึง Year 6 โรงเรียนใช้หลักสูตร Bilingual ที่ผสม

  • Chinese National Curriculum
  • องค์ประกอบสำคัญจาก English National Curriculum
  • การเรียนรู้ข้ามวัฒนธรรม
  • การเรียนแบบ Interdisciplinary
  • การเรียนภาษาแบบ Immersion
  • Experiential Learning

โรงเรียนยังคงความแข็งแรงของพื้นฐานแบบจีน โดยเฉพาะวิชาภาษาจีนและคณิตศาสตร์ พร้อมเพิ่มการใช้ภาษาอังกฤษและวิธีการเรียนที่เน้นการตั้งคำถามมากขึ้น

ตรงนี้เป็นสิ่งที่น่าสนใจสำหรับผู้ปกครองที่ไม่อยากให้ลูกเสียภาษาจีน แต่ขณะเดียวกันก็ต้องการให้เด็กมีความสามารถภาษาอังกฤษในระดับที่ต่อยอดไปต่างประเทศได้


ระดับมัธยมศึกษา: IGCSE และ A-Level

ในช่วงมัธยม โรงเรียนเปลี่ยนไปใช้หลักสูตรนานาชาติมากขึ้น โดยเฉพาะ

  • Cambridge IGCSE
  • Cambridge International A-Level

การเรียนระดับ High School ส่วนใหญ่ดำเนินการโดยครูต่างชาติ และมุ่งพัฒนาความสามารถในการเรียนอย่างอิสระ เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับมหาวิทยาลัยต่างประเทศ

นักเรียนจะได้เริ่มเลือกวิชาตามความถนัดและเส้นทางมหาวิทยาลัย เช่น

  • Mathematics
  • Further Mathematics
  • Physics
  • Chemistry
  • Biology
  • Economics
  • Business
  • Computer Science
  • English
  • Art หรือวิชาเฉพาะอื่น ๆ ตามที่โรงเรียนเปิด

รายวิชาที่เปิดจริงอาจเปลี่ยนตามปีและจำนวนนักเรียน ผู้ปกครองจึงควรขอ Subject List ล่าสุดก่อนสมัคร

IGCSE และ A-Level เหมาะกับใคร?

ระบบ IGCSE และ A-Level เหมาะกับเด็กที่เริ่มมองเห็นแล้วว่าตัวเองสนใจด้านไหน และต้องการเลือกเรียนวิชาเชิงลึกมากขึ้น

ตัวอย่างเช่น

นักเรียนที่อยากเรียน Engineering อาจเลือก Mathematics, Further Mathematics, Physics และ Chemistry

นักเรียนที่อยากเรียน Business หรือ Economics อาจเลือก Mathematics, Economics, Business และวิชาอื่นที่เกี่ยวข้อง

นักเรียนที่สนใจ Medicine อาจต้องวาง Biology, Chemistry และ Mathematics ให้เหมาะกับเกณฑ์มหาวิทยาลัย

ข้อดีคือ เด็กสามารถลงลึกในวิชาที่ต้องใช้สมัครมหาวิทยาลัยได้มาก

แต่ข้อควรระวังคือ การเลือกวิชาผิดอาจปิดโอกาสบางสาขาในอนาคต ดังนั้นควรวาง University Roadmap ตั้งแต่ก่อนเลือกวิชา A-Level


Boarding School และชีวิตนักเรียนประจำ

Malvern College Chengdu มีทั้งทางเลือกแบบ Day School และ Boarding โดยระบบหอพักได้รับอิทธิพลจาก British Boarding System และมีการใช้ House System ภายในโรงเรียน

นักเรียนจะถูกจัดเข้าสู่ House ซึ่งมีนักเรียนจากหลายระดับชั้นอยู่ร่วมกัน ช่วยสร้างความรู้สึกเป็น Community และเปิดโอกาสให้รุ่นพี่ดูแลหรือเป็นตัวอย่างให้รุ่นน้อง

ชีวิต Boarding ไม่ได้หมายถึงเพียงการมีห้องนอนในโรงเรียน แต่ควรรวมถึง

  • การดูแลหลังเลิกเรียน
  • เวลาอ่านหนังสือ
  • กิจกรรมช่วงเย็น
  • การเล่นกีฬา
  • การรับประทานอาหาร
  • การจัดระเบียบชีวิต
  • Pastoral Care
  • การดูแลด้านอารมณ์
  • ความปลอดภัย
  • การติดต่อกับผู้ปกครอง

สำหรับเด็กที่ไปเรียนต่างประเทศตั้งแต่อายุยังน้อย ระบบการดูแลหลังเลิกเรียนสำคัญไม่แพ้คุณภาพวิชาการเลยค่ะ


ระบบ House ช่วยเด็กอย่างไร?

House System เป็นหนึ่งในวัฒนธรรมสำคัญของ Boarding School แบบอังกฤษ

แทนที่เด็กจะรู้จักเฉพาะเพื่อนในห้อง นักเรียนจะได้ทำกิจกรรมร่วมกับเด็กต่างระดับชั้นภายใน House เดียวกัน

กิจกรรมอาจประกอบด้วย

  • การแข่งขันกีฬา
  • กิจกรรมศิลปะ
  • การแสดง
  • งานอาสา
  • Leadership Roles
  • กิจกรรม Community
  • การดูแลนักเรียนรุ่นน้อง

ระบบนี้ช่วยให้เด็กได้ฝึก

  • ความรับผิดชอบ
  • การทำงานเป็นทีม
  • ความเป็นผู้นำ
  • การแก้ปัญหา
  • การอยู่ร่วมกับคนต่างวัย

อย่างไรก็ตาม คุณภาพของ Boarding Life จะขึ้นอยู่กับจำนวนครูหอ อัตราส่วนการดูแล กฎการใช้โทรศัพท์ ตารางประจำวัน และระบบติดต่อผู้ปกครองด้วย จึงควรถามรายละเอียดเหล่านี้ตอนเยี่ยมชมโรงเรียน


ผลการเข้ามหาวิทยาลัย

โรงเรียนรายงานว่า ในรุ่นจบปีการศึกษา 2024–2025 นักเรียน 71% ได้รับการตอบรับจากมหาวิทยาลัยที่อยู่ในกลุ่ม QS World Top 50 ตามข้อมูลที่โรงเรียนเผยแพร่เอง

ตัวเลขนี้น่าสนใจ แต่ผู้ปกครองควรขอข้อมูลเพิ่มเติม เช่น

  • จำนวนนักเรียนในรุ่น
  • Offer ทั้งหมดหรือ Final Enrolment
  • มหาวิทยาลัยและสาขาที่นักเรียนไปเรียนจริง
  • ประเทศปลายทาง
  • ผลสอบ IGCSE และ A-Level
  • การสนับสนุนด้าน University Counselling

เพราะคำว่า “ได้รับ Offer” และ “เข้าเรียนจริง” ไม่ใช่ข้อมูลเดียวกัน

ค่าเล่าเรียนของ Malvern College Chengdu

จากข้อมูลที่เดียร์ได้รับในช่วงที่ศึกษาหรือพูดคุยกับโรงเรียน ค่าเล่าเรียนโดยประมาณเคยอยู่ในช่วงดังนี้

ระดับค่าเล่าเรียนโดยประมาณต่อปี
อนุบาล118,000 หยวน
ประถมศึกษา140,000 หยวน
มัธยมต้น190,000 หยวน
มัธยมปลาย210,000 หยวน

อย่างไรก็ตาม โรงเรียนไม่ได้เผยแพร่ Fee Schedule ปีการศึกษา 2026–2027 แบบสาธารณะที่ตรวจสอบได้ครบถ้วนบนเว็บไซต์ภายนอก และค่าใช้จ่ายสามารถเปลี่ยนทุกปี

ตัวเลขด้านบนจึงควรใช้เป็น ประมาณการเบื้องต้นเท่านั้น

ผู้ปกครองต้องสอบถามเพิ่มเติมว่า ค่าเรียนรวมรายการต่อไปนี้หรือไม่

  • ค่าหอพัก
  • ค่าอาหาร
  • ค่าสมัคร
  • ค่าประเมินเข้าเรียน
  • ชุดนักเรียน
  • รถรับส่ง
  • หนังสือและอุปกรณ์
  • กิจกรรม
  • ทัศนศึกษา
  • ประกันสุขภาพ
  • ค่าดูแลนักเรียนต่างชาติ
  • ค่าธรรมเนียม Guardian
  • ค่าสอบ IGCSE และ A-Level
  • ค่าเรียนเสริมภาษาอังกฤษหรือภาษาจีน

โรงเรียนระดับ Premium มักมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมนอกเหนือจาก Tuition Fee ดังนั้นควรขอ Full Fee Breakdown ก่อนตัดสินใจค่ะ

เมื่อเทียบกับ Boarding School ในอังกฤษแล้วเป็นอย่างไร?

Malvern College Chengdu ไม่ได้เหมือน Boarding School ในอังกฤษทุกด้าน แต่สามารถเป็นทางเลือกสำหรับครอบครัวที่ต้องการองค์ประกอบบางส่วนของ British Education ในสภาพแวดล้อมที่อยู่ใกล้ประเทศไทยมากกว่า

ข้อได้เปรียบที่อาจมี

  • เดินทางจากไทยสะดวกกว่าอังกฤษ
  • Time Zone ต่างจากไทยเพียงหนึ่งชั่วโมง
  • เด็กยังได้เรียนภาษาจีน
  • ค่าใช้จ่ายอาจต่ำกว่า Boarding School ระดับ Premium ในอังกฤษ
  • ได้หลักสูตร IGCSE และ A-Level
  • มี Boarding Environment
  • อยู่ในเมืองใหญ่ของจีน
  • มีโอกาสเข้าใจทั้งวัฒนธรรมจีนและการศึกษาตะวันตก

ข้อที่ต้องพิจารณา

  • ภาษาในชีวิตประจำวัน
  • สถานะการรับนักเรียนต่างชาติ
  • ความพร้อมในการดูแลเด็กไทย
  • วีซ่าและเอกสาร
  • จำนวนครูต่างชาติ
  • ผลการเข้ามหาวิทยาลัย
  • ระดับภาษาอังกฤษของเพื่อนร่วมชั้น
  • ความแตกต่างระหว่าง British-inspired กับ British School ใน UK
  • การรับรองและความต่อเนื่องของหลักสูตร

สำหรับครอบครัวที่มีเป้าหมายชัดว่าอยากให้ลูกเติบโตในอังกฤษ การเข้า Boarding School ใน UK โดยตรงอาจเหมาะกว่า

แต่สำหรับครอบครัวที่ต้องการทั้งภาษาจีน ภาษาอังกฤษ และประสบการณ์ในเอเชีย โรงเรียน Bilingual Boarding School ในจีนอาจเป็นเส้นทางที่ควรนำมาเปรียบเทียบ

✨ สรุปจากมุมมองเดียร์

โรงเรียนนี้เหมาะมากสำหรับ:

* ผู้ปกครองที่อยากได้ “British education” แต่ใน environment ที่ใกล้กว่า UK

* น้อง ๆ ที่อยากเตรียมตัวไปเรียนต่อ UK / international universities

* ครอบครัวที่มองหา boarding / semi-boarding option ในจีน

และที่สำคัญคือ

เฉิงตูเป็นเมืองที่ “กำลังมา” มาก ๆ ทั้งเรื่องคุณภาพชีวิต ค่าใช้จ่าย และโอกาสในอนาคต — ซึ่งคนไทยยังรู้จักไม่เยอะเท่า Beijing/Shanghai

Malvern College Chengdu เกี่ยวข้องกับ Malvern ประเทศอังกฤษอย่างไร?

Malvern College ประเทศอังกฤษเป็นโรงเรียนแบบสหศึกษา ทั้ง Boarding และ Day School สำหรับนักเรียนอายุประมาณ 13–18 ปี ตั้งอยู่ใน Malvern Hills และก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 1865

ปัจจุบันเครือ Malvern College Family of Schools มีโรงเรียนในหลายประเทศ โดยในประเทศจีนมีทั้ง Malvern College Qingdao และ Malvern College Chengdu รวมถึงโรงเรียนในประเทศและเมืองอื่นภายใต้เครือข่ายเดียวกัน

สำหรับ Malvern College Chengdu โรงเรียนไม่ได้คัดลอกระบบของอังกฤษมาทั้งหมด แต่ปรับแนวคิดด้าน

  • การเรียนรู้แบบองค์รวม
  • ระบบ House
  • Pastoral Care
  • ความเป็นผู้นำ
  • การเรียนรู้ด้วยตัวเอง
  • ชีวิตนักเรียนประจำ
  • การเตรียมเข้ามหาวิทยาลัยนานาชาติ

ให้เหมาะกับบริบทและความต้องการของนักเรียนในประเทศจีน

โรงเรียนนี้เหมาะกับนักเรียนแบบไหน?

จากมุมมองของเดียร์ Malvern College Chengdu น่าจะเหมาะกับนักเรียนที่

1. อยากได้ทั้งภาษาจีนและภาษาอังกฤษ

เด็กไม่จำเป็นต้องเลือกว่าจะเป็นสายจีนหรือสายอังกฤษเพียงอย่างเดียว แต่สามารถพัฒนาทั้งสองภาษาไปพร้อมกัน

2. มีแผนเรียนต่อมหาวิทยาลัยนานาชาติ

ระบบ IGCSE และ A-Level สามารถใช้ยื่นมหาวิทยาลัยในอังกฤษและประเทศอื่น ๆ ได้

3. พร้อมใช้ชีวิตแบบ Boarding

เด็กต้องสามารถอยู่ร่วมกับคนอื่น ดูแลตัวเอง ทำตามตาราง และรับผิดชอบชีวิตประจำวันได้

4. ต้องการการศึกษานานาชาติแต่ยังอยากอยู่ในเอเชีย

ระยะทางจากไทยใกล้กว่าอังกฤษ และผู้ปกครองสามารถเดินทางไปเยี่ยมได้สะดวกกว่า

5. สนใจประเทศจีนในระยะยาว

นักเรียนจะได้เข้าใจภาษาจีน วัฒนธรรม และสภาพแวดล้อมของจีนจากการใช้ชีวิตจริง ไม่ใช่เพียงเรียนภาษาในห้อง


โรงเรียนนี้อาจไม่เหมาะกับใคร?

โรงเรียนอาจไม่ใช่ตัวเลือกที่เหมาะที่สุดสำหรับ

  • เด็กที่ต้องการสภาพแวดล้อมภาษาอังกฤษ 100%
  • ครอบครัวที่ไม่ต้องการให้ลูกเรียนหลักสูตรจีนบางส่วน
  • เด็กที่ยังไม่พร้อมอยู่หอ
  • ครอบครัวที่ต้องการเส้นทางมหาวิทยาลัยประเทศเดียวแบบชัดเจนมาก
  • เด็กที่ต้องการกิจกรรมหรือสาขาเฉพาะซึ่งโรงเรียนยังไม่มี
  • นักเรียนต่างชาติที่ยังไม่ผ่านเกณฑ์หรือสถานะรับสมัครของโรงเรียน

สิ่งสำคัญคือไม่ควรเลือกจากความสวยของแคมปัสเพียงอย่างเดียว แต่ต้องดูว่า ระบบภาษา หลักสูตร การดูแล และเป้าหมายมหาวิทยาลัยเหมาะกับเด็กจริงไหม


สถานะการรับนักเรียนต่างชาติและนักเรียนไทย

ส่วนนี้สำคัญมากสำหรับผู้ปกครองค่ะ

ณ ช่วงที่เดียร์กำลังพูดคุยกับทางโรงเรียน โรงเรียนยังไม่ได้ยืนยันการเปิดรับนักเรียนไทยหรือนักเรียนต่างชาติผ่านช่องทางของ Chinese Chiwchiw อย่างเป็นทางการสำหรับปีการศึกษาปัจจุบัน

เดียร์กำลังอยู่ในขั้นตอนพูดคุยกับโรงเรียนโดยตรง เพื่อศึกษาว่าในอนาคตจะสามารถเปิดเส้นทางให้นักเรียนไทยสมัครเข้าเรียนได้หรือไม่ และจะต้องมีระบบรองรับเรื่องใดบ้าง เช่น

  • วีซ่านักเรียน
  • คุณสมบัติผู้สมัคร
  • ระดับภาษาจีนและภาษาอังกฤษ
  • หอพัก
  • Guardian
  • การดูแลด้านสุขภาพ
  • การเดินทางจากประเทศไทย
  • การสื่อสารกับผู้ปกครอง
  • การสนับสนุนนักเรียนต่างชาติ

ดังนั้น โพสต์นี้มีจุดประสงค์เพื่อให้ผู้ปกครองรู้จักโรงเรียนไว้เป็น ทางเลือกที่อยู่ระหว่างการสำรวจ ยังไม่ใช่ประกาศรับสมัครอย่างเป็นทางการค่ะ


Recognition และรางวัลที่ควรตรวจสอบอย่างรอบคอบ

มีการกล่าวถึงรางวัล “西南地区卓越双语学校 2026” หรือ Outstanding Bilingual School in Southwest China 2026 จากกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับ Forbes China

อย่างไรก็ตาม ผลการค้นหาสาธารณะที่ตรวจสอบได้ชัดเจนในขณะนี้ยังไม่เพียงพอให้เดียร์ยืนยันว่า Malvern College Chengdu เป็นผู้ได้รับรางวัลในหมวดดังกล่าวโดยตรง

Forbes China มีการเผยแพร่ผลการประเมินโรงเรียนนานาชาติและโรงเรียนสองภาษาในปี 2026 จริง แต่ก่อนนำชื่อรางวัลไปใช้ในสื่อประชาสัมพันธ์ ควรขอ Certificate, Announcement หรือ Link ทางการจากโรงเรียนเพื่อยืนยันชื่อหมวดและปีให้ถูกต้อง

ในบทความบนเว็บไซต์ จึงแนะนำให้ใช้ข้อความว่า

โรงเรียนแจ้งว่าได้รับ Recognition ด้านโรงเรียนสองภาษาในภูมิภาคตะวันตกเฉียงใต้ของจีนในปี 2026 โดยผู้ปกครองควรตรวจสอบประกาศและรายละเอียดรางวัลจากโรงเรียนโดยตรง

แทนการนำรางวัลมาใช้เป็นหลักฐานรับรองคุณภาพเพียงอย่างเดียว


Global Network ของ Malvern

หนึ่งในจุดที่ทำให้โรงเรียนในเครือ Malvern น่าสนใจคือการเชื่อมโยงกับ Family of Schools ในหลายประเทศ

เครือ Malvern มีโรงเรียนในอังกฤษและต่างประเทศ รวมถึง Qingdao และ Chengdu ในจีน ตลอดจนโรงเรียนหรือความร่วมมือในตลาดอื่น ๆ

Malvern College Chengdu ยังระบุถึงโอกาสด้าน

  • Summer Camp ที่ Malvern College UK
  • International Exchange
  • Educational Visits
  • Internship
  • Voluntary Work
  • กิจกรรมกับองค์กรนานาชาติ

ทั้งนี้ โครงการที่เปิดจริงอาจเปลี่ยนตามปีและเงื่อนไขการเดินทาง ผู้ปกครองควรถามว่า นักเรียนทุกคนมีสิทธิ์เข้าร่วมหรือเป็นกิจกรรมที่มีค่าใช้จ่ายและการคัดเลือกเพิ่มเติม


Checklist สำหรับผู้ปกครองก่อนเลือก Boarding School ในจีน

ก่อนตัดสินใจ เดียร์แนะนำให้ถามโรงเรียนอย่างน้อยเรื่องต่อไปนี้

ด้านการรับสมัคร

  • รับนักเรียนต่างชาติหรือไม่?
  • รับ Passport ไทยหรือไม่?
  • ต้องมีวีซ่าประเภทใด?
  • มี Entrance Test อะไรบ้าง?
  • ต้องใช้ภาษาจีนระดับไหน?
  • ต้องใช้ IELTS หรือผลสอบอังกฤษหรือไม่?
  • มี Interview กับเด็กและผู้ปกครองหรือไม่?

ด้านหลักสูตร

  • วิชาใดสอนเป็นภาษาจีน?
  • วิชาใดสอนเป็นภาษาอังกฤษ?
  • ใช้ IGCSE และ A-Level ของ Examination Board ใด?
  • มีวิชาอะไรให้เลือก?
  • เด็กสามารถเปลี่ยนสายได้หรือไม่?
  • มี EAL หรือ Chinese Support หรือไม่?

ด้าน Boarding

  • รับนักเรียนประจำตั้งแต่อายุเท่าไร?
  • ห้องหนึ่งอยู่กี่คน?
  • ครูหอพักหนึ่งคนดูแลเด็กกี่คน?
  • เด็กใช้โทรศัพท์ได้เวลาไหน?
  • มี Medical Centre หรือ Nurse ตลอด 24 ชั่วโมงหรือไม่?
  • วันหยุดเด็กต้องออกจากหอหรืออยู่ต่อได้?
  • ผู้ปกครองติดต่อเด็กและครูได้อย่างไร?

ด้านมหาวิทยาลัย

  • มี University Counsellor กี่คน?
  • เริ่มแนะแนวตั้งแต่ Year ไหน?
  • มีประสบการณ์สมัคร UK, US, Hong Kong และประเทศอื่นหรือไม่?
  • ผลสอบเฉลี่ยเป็นอย่างไร?
  • นักเรียนไปเรียนต่อที่ไหนจริง?
  • โรงเรียนช่วยเรื่อง Personal Statement และ Interview หรือไม่?

ด้านค่าใช้จ่าย

  • Tuition Fee รวมอะไรบ้าง?
  • Boarding Fee เท่าไร?
  • ค่าอาหารรวมไหม?
  • มี Deposit หรือ Capital Fee หรือไม่?
  • ค่า Activities และ Trips แยกเท่าไร?
  • ค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละเท่าไร?
  • มีทุนหรือส่วนลดหรือไม่?

สรุปจากมุมมองของเดียร์

เดียร์นำ Malvern College Chengdu มาแชร์ ไม่ใช่เพื่อบอกว่าโรงเรียนนี้เหมาะกับเด็กทุกคน หรือดีกว่าโรงเรียนในไทยและอังกฤษโดยอัตโนมัติ

แต่เพื่อให้ผู้ปกครองเห็นว่า ปัจจุบันประเทศจีนมีทางเลือกด้านการศึกษามากกว่าการเรียนภาษาจีนหรือเข้ามหาวิทยาลัยเพียงอย่างเดียว

มีทั้ง

  • Bilingual School
  • International Programme
  • British Curriculum
  • Boarding School
  • IGCSE
  • A-Level
  • เส้นทางต่อมหาวิทยาลัยต่างประเทศ

Malvern College Chengdu เป็นหนึ่งในตัวอย่างของโรงเรียนที่พยายามผสมจุดแข็งของการศึกษาจีนและอังกฤษเข้าด้วยกัน

สิ่งที่เดียร์ชอบจากการไปเยี่ยมชมคือ

  • แคมปัสกว้างและสงบ
  • สิ่งอำนวยความสะดวกครบ
  • มีบรรยากาศของ Boarding Community
  • ได้ทั้งภาษาจีนและภาษาอังกฤษ
  • มีเส้นทาง IGCSE และ A-Level
  • เมืองเฉิงตูมีคุณภาพชีวิตและค่าใช้จ่ายที่น่าสนใจ
  • เดินทางจากไทยสะดวกกว่า UK

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ยังต้องตรวจสอบก่อนแนะนำให้นักเรียนไทยสมัครจริง คือสถานะการรับนักเรียนต่างชาติ วีซ่า ระบบดูแลเด็กไทย ค่าใช้จ่ายล่าสุด และความพร้อมด้านภาษา

สำหรับเดียร์ การเลือกโรงเรียนไม่ควรเริ่มจากคำถามว่า

“โรงเรียนไหนดังที่สุด?”

แต่ควรเริ่มจาก

“เด็กคนนี้เรียนแบบไหนได้ดีที่สุด ต้องการภาษาอะไร พร้อมอยู่หอหรือยัง และมีเป้าหมายไปมหาวิทยาลัยประเทศไหน?”

เพราะแม้โรงเรียนจะดีมาก แต่หากระบบไม่เหมาะกับบุคลิกและเป้าหมายของเด็ก เด็กอาจไม่ได้เติบโตอย่างเต็มศักยภาพค่ะ


สนใจ Boarding School หรือโรงเรียนหลักสูตรอังกฤษในจีน?

ขณะนี้ Chinese Chiwchiw กำลังศึกษาความร่วมมือและพูดคุยกับโรงเรียนในประเทศจีน เพื่อเปิดทางเลือกด้านการศึกษาระดับมัธยมให้กับครอบครัวไทยในอนาคต

สำหรับผู้ปกครองที่สนใจ

  • Malvern College Chengdu
  • Boarding School ในประเทศจีน
  • โรงเรียน Bilingual จีน–อังกฤษ
  • British Curriculum
  • IGCSE และ A-Level
  • โรงเรียนประจำในอังกฤษ
  • เส้นทางเรียนมัธยมจีนต่อมหาวิทยาลัย UK
  • การวางแผนการศึกษาระยะยาวให้ลูก

สามารถส่งข้อมูลเบื้องต้นของนักเรียนให้ทีม Chinese Chiwchiw ช่วยประเมิน Roadmap ได้ค่ะ

ข้อมูลที่ควรเตรียม ได้แก่

  • อายุและระดับชั้น
  • โรงเรียนปัจจุบัน
  • หลักสูตรที่กำลังเรียน
  • ระดับภาษาจีน
  • ระดับภาษาอังกฤษ
  • ประเทศมหาวิทยาลัยเป้าหมาย
  • งบประมาณต่อปี
  • ความพร้อมในการอยู่หอ

LINE: @CHWCHW
โทร: 080-064-5168
Facebook / Instagram: Chinese Chiwchiw

ในช่วงนี้ การให้คำปรึกษาจะเป็นการช่วยสำรวจทางเลือกและวางแผนเบื้องต้นก่อน เนื่องจากสถานะการรับนักเรียนต่างชาติของโรงเรียนยังต้องได้รับการยืนยันอย่างเป็นทางการค่ะ


คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Malvern College Chengdu

Malvern College Chengdu เป็นโรงเรียนนานาชาติหรือโรงเรียนจีน?

โรงเรียนมีลักษณะเป็น Bilingual School ที่ผสม Chinese National Curriculum กับองค์ประกอบจากหลักสูตรอังกฤษ ก่อนเข้าสู่ IGCSE และ A-Level ในระดับมัธยม

โรงเรียนมีหอพักหรือไม่?

มีทั้งตัวเลือก Day School และ Boarding โดยใช้ระบบ House และแนวคิดจาก British Boarding School

โรงเรียนเปิดสอนตั้งแต่ระดับไหน?

เปิดสอนแบบ K–12 ตั้งแต่ช่วงก่อนประถมศึกษาไปจนถึงมัธยมศึกษาตอนปลาย

ระดับมัธยมใช้หลักสูตรอะไร?

ช่วงมัธยมปลายใช้ IGCSE และ A-Level โดยการเรียนจำนวนมากดำเนินการเป็นภาษาอังกฤษและมีครูต่างชาติเป็นผู้สอน

นักเรียนไทยสมัครได้หรือไม่?

ยังต้องตรวจสอบเป็นรายปีและขอคำยืนยันอย่างเป็นทางการจากโรงเรียน ขณะนี้ Chinese Chiwchiw อยู่ระหว่างพูดคุยเพื่อศึกษาความเป็นไปได้สำหรับนักเรียนไทย

ค่าเรียนปีละเท่าไร?

ข้อมูลประมาณการเดิมอยู่ที่ราว 118,000–210,000 หยวนต่อปีตามระดับชั้น แต่ต้องขอ Fee Schedule ล่าสุดจากโรงเรียน เพราะอาจยังไม่รวมค่าหอพัก อาหาร และค่าธรรมเนียมอื่น

ต้องพูดภาษาจีนได้ไหม?

ขึ้นอยู่กับระดับชั้น เนื่องจากช่วงต้นมีวิชาตามหลักสูตรจีน นักเรียนที่ไม่มีพื้นฐานอาจต้องได้รับการประเมินและเรียนเสริมภาษาจีน ขณะที่ระดับ IGCSE และ A-Level ใช้ภาษาอังกฤษมากขึ้น

จบแล้วสมัครมหาวิทยาลัยอังกฤษได้ไหม?

ได้ เพราะ IGCSE และ A-Level เป็นคุณวุฒิที่ใช้ยื่นสมัครมหาวิทยาลัยในอังกฤษและหลายประเทศ แต่การรับเข้าเรียนขึ้นอยู่กับวิชา เกรด ภาษาอังกฤษ และข้อกำหนดของแต่ละมหาวิทยาลัย


หมายเหตุ: บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อแนะนำโรงเรียนเป็นทางเลือกเบื้องต้น ไม่ใช่ประกาศรับสมัครอย่างเป็นทางการ ค่าเล่าเรียน หลักสูตร สถานะการรับนักเรียนต่างชาติ ทุน และบริการต่าง ๆ สามารถเปลี่ยนแปลงได้ ผู้ปกครองควรตรวจสอบข้อมูลล่าสุดกับโรงเรียนและขอเอกสารยืนยันก่อนตัดสินใจทุกครั้ง

ทุน 1+4 เรียนต่อจีนคืออะไร? ทางเลือกสำหรับนักเรียนที่ยังไม่มีพื้นฐานภาษาจีน

“อยากเรียนต่อประเทศจีน แต่ยังพูดภาษาจีนไม่ได้เลย จะสมัครได้ไหม?”

นี่เป็นหนึ่งในคำถามที่ทีม Chinese Chiwchiw ได้รับจากนักเรียนและผู้ปกครองบ่อยที่สุดค่ะ

หลายคนสนใจเรียนปริญญาตรีที่จีน เพราะมองเห็นโอกาสด้านภาษา ธุรกิจ เทคโนโลยี และตลาดงานในเอเชีย แต่ยังไม่กล้าสมัคร เนื่องจากคิดว่าต้องมีคะแนน HSK สูงหรือมีพื้นฐานภาษาจีนแน่นมาก่อน

ในความเป็นจริง นักเรียนที่ยังไม่มีพื้นฐานภาษาจีนก็สามารถวางแผนเรียนต่อจีนได้ ผ่านเส้นทางที่เรียกว่า หลักสูตร 1+4 หรือที่หลายคนเรียกว่า ทุน 1+4 เรียนต่อจีน

เส้นทางนี้ออกแบบมาให้นักเรียนใช้ปีแรกในการเรียนภาษาจีนและเตรียมความพร้อม ก่อนเริ่มเรียนระดับปริญญาตรีอีกประมาณ 4 ปี

จึงเหมาะกับนักเรียนที่อยากเรียนหลักสูตรภาษาจีน แต่ยังไม่พร้อมเข้าเรียนวิชาการทันทีตั้งแต่วันแรก

อย่างไรก็ตาม คำว่า “ทุน 1+4” ไม่ได้หมายถึงทุนประเภทเดียวที่เหมือนกันทุกมหาวิทยาลัย เงื่อนไข ระดับทุน ค่าใช้จ่าย และเกณฑ์การต่อทุนอาจแตกต่างกัน นักเรียนจึงควรดูรายละเอียดของมหาวิทยาลัยและแพ็กเกจที่สมัครเป็นรายกรณี

บทความนี้ Chinese Chiwchiw จะช่วยอธิบายว่า ทุน 1+4 คืออะไร เหมาะกับใคร เรียนอะไรบ้าง และมีเรื่องใดที่ควรรู้ก่อนตัดสินใจสมัคร


ทุน 1+4 คืออะไร?

คำว่า 1+4 โดยทั่วไปหมายถึงโครงสร้างการเรียนดังนี้

  • 1 ปีแรก: เรียนภาษาจีนและวิชาปรับพื้นฐาน
  • 4 ปีถัดมา: เรียนระดับปริญญาตรีในสาขาที่เลือก

ในปีแรก นักเรียนจะยังไม่ได้เริ่มวิชาปริญญาตรีเต็มรูปแบบ แต่จะเน้นพัฒนาภาษาจีนให้ถึงระดับที่สามารถเรียนวิชาการในมหาวิทยาลัยได้

เนื้อหาอาจประกอบด้วย

  • การฟังภาษาจีน
  • การพูดและการออกเสียง
  • การอ่าน
  • การเขียน
  • ไวยากรณ์
  • คำศัพท์เชิงวิชาการ
  • การเตรียมสอบ HSK
  • ภาษาจีนสำหรับสาขาที่จะเรียน
  • วิชาพื้นฐาน เช่น คณิตศาสตร์หรือวิทยาศาสตร์ในบางหลักสูตร
  • การปรับตัวกับการเรียนและการใช้ชีวิตในประเทศจีน

เมื่อเรียนครบปีและผ่านเงื่อนไขที่มหาวิทยาลัยกำหนด นักเรียนจึงเข้าสู่ระดับปริญญาตรีต่อไป

ตัวอย่างเช่น หากนักเรียนเลือกเรียนบริหารธุรกิจ เส้นทางอาจเป็น

ปีที่ 1 เรียนภาษาจีนและเตรียม HSK
ปีที่ 2–5 เรียนปริญญาตรีด้านบริหารธุรกิจ

ระยะเวลารวมจึงอยู่ที่ประมาณ 5 ปี


ปลดล็อกความเข้าใจผิดเกี่ยวกับทุน 1+4

MYTH 1: ต้องมีพื้นฐานภาษาจีนแน่นก่อนจึงจะสมัครได้

FACT: บางโครงการรับนักเรียนที่เริ่มต้นจากศูนย์

จุดประสงค์สำคัญของหลักสูตร 1+4 คือการเปิดโอกาสให้นักเรียนที่ยังมีระดับภาษาจีนไม่ถึงเกณฑ์ ได้ใช้เวลาปรับพื้นฐานก่อนเริ่มปริญญาตรี

บางโครงการอาจรับนักเรียนที่ไม่มี HSK หรือมีพื้นฐานเพียงเล็กน้อย ขณะที่บางมหาวิทยาลัยอาจกำหนดคะแนนเริ่มต้นขั้นต่ำ เช่น HSK 2 หรือ HSK 3

ดังนั้น ไม่ควรเหมารวมว่าทุกโครงการ “ไม่ต้องใช้ภาษาจีนเลย” แต่ก็ไม่จำเป็นต้องรอจนพูดจีนคล่องก่อนจึงจะเริ่มสมัคร

ข้อดีของการเรียนภาษาในประเทศจีนคือ นักเรียนไม่ได้ใช้ภาษาจีนเฉพาะในห้องเรียน แต่ต้องใช้ในชีวิตจริงทุกวัน เช่น

  • สั่งอาหาร
  • ซื้อของ
  • เดินทาง
  • ติดต่อหอพัก
  • คุยกับเพื่อน
  • ใช้บริการของมหาวิทยาลัย
  • ทำกิจกรรมร่วมกับนักเรียนจีน

สภาพแวดล้อมจึงช่วยให้ภาษาพัฒนาเร็วขึ้นกว่าการเรียนเพียงไม่กี่ชั่วโมงต่อสัปดาห์ในประเทศไทย


MYTH 2: ไปเรียนจีนแล้วเลือกได้เฉพาะสาขาภาษาจีน

FACT: สามารถต่อยอดไปเรียนสาขาอื่นได้หลากหลาย

การเรียนภาษาจีนในปีแรกไม่ได้หมายความว่า นักเรียนต้องจบปริญญาตรีด้านภาษาจีน

หลังผ่านปีปรับภาษา นักเรียนสามารถเรียนสาขาอื่นตามเส้นทางของโครงการและมหาวิทยาลัยที่สมัคร เช่น

  • บริหารธุรกิจ
  • การตลาด
  • การค้าระหว่างประเทศ
  • เศรษฐศาสตร์
  • การเงิน
  • การจัดการ
  • E-commerce
  • Logistics และ Supply Chain
  • Computer Science
  • Artificial Intelligence
  • วิศวกรรมศาสตร์
  • สถาปัตยกรรม
  • การท่องเที่ยวและการโรงแรม
  • การสื่อสาร
  • ภาษาจีนธุรกิจ
  • ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ทุกมหาวิทยาลัยจะเปิดทุกสาขาภายใต้เส้นทาง 1+4 นักเรียนต้องเลือกมหาวิทยาลัยที่มีทั้งหลักสูตรปรับภาษาและสาขาปริญญาตรีที่ตรงกับเป้าหมายของตนเอง

ทีม Chinese Chiwchiw จึงจะเริ่มจากการถามก่อนว่า นักเรียนต้องการเรียนอะไร ไม่ใช่เริ่มจากการเลือกทุนที่ดูให้มูลค่าสูงที่สุดเพียงอย่างเดียว


MYTH 3: เรียนปรับภาษาเพิ่มหนึ่งปีคือการเสียเวลา

FACT: สำหรับหลายคน ปีปรับภาษาอาจช่วยลดความเสี่ยงในการเรียนไม่ไหว

การเริ่มเรียนปริญญาตรีภาษาจีนทันที โดยยังอ่านตำรา ฟัง Lecture หรือเขียนรายงานไม่คล่อง อาจทำให้นักเรียนต้องรับความกดดันทั้งด้านภาษาและเนื้อหาวิชาการพร้อมกัน

ปีปรับพื้นฐานจึงไม่ได้มีเพียงหน้าที่สอนคำศัพท์ แต่เป็นช่วงเวลาที่ช่วยให้นักเรียน

  • เข้าใจระบบมหาวิทยาลัยจีน
  • ปรับตัวกับการอยู่หอ
  • เรียนรู้วิธีใช้ชีวิตในประเทศจีน
  • สร้างเพื่อนและเครือข่าย
  • ฝึกจัดการเวลา
  • ทำความคุ้นเคยกับสำเนียงของอาจารย์
  • เตรียมคะแนน HSK
  • เรียนคำศัพท์ที่เกี่ยวข้องกับสาขา
  • ประเมินว่าตัวเองพร้อมเรียนปริญญาตรีหรือไม่

สำหรับนักเรียนอายุประมาณ 17–18 ปี การมีเวลาปรับตัวก่อนเริ่มเนื้อหาวิชาการหนัก ๆ อาจช่วยให้การเรียน 4 ปีถัดไปราบรื่นขึ้นมาก

หนึ่งปีนี้จึงไม่ควรถูกมองว่าเป็นเพียง “ปีที่เพิ่มเข้ามา” แต่เป็นการลงทุนกับพื้นฐานภาษา ความมั่นใจ และความพร้อมในการใช้ชีวิต


MYTH 4: เมื่อสมัครแล้วจะได้ทุนเต็มจำนวนทุกคน

FACT: ระดับทุนขึ้นอยู่กับคุณสมบัติและเงื่อนไขของแต่ละโครงการ

คำว่า “ทุนเรียนจีน” มีหลายระดับ เช่น

  • ทุนยกเว้นค่าเล่าเรียน
  • ทุนลดค่าเล่าเรียนบางส่วน
  • ทุนค่าเล่าเรียนและหอพัก
  • ทุนพร้อมเงินสนับสนุนรายเดือน
  • ทุนเฉพาะปีภาษา
  • ทุนที่ต้องประเมินผลและต่ออายุทุกปี

นักเรียนแต่ละคนอาจได้รับระดับทุนไม่เหมือนกัน ขึ้นอยู่กับปัจจัยต่าง ๆ เช่น

  • เกรดเฉลี่ย
  • อายุ
  • สัญชาติ
  • ผลการเรียนรายวิชา
  • คะแนน HSK หรือ IELTS
  • สาขาที่สมัคร
  • มหาวิทยาลัย
  • จำนวนโควตา
  • ผลสัมภาษณ์
  • เงื่อนไขของทุนในปีนั้น

ดังนั้น การสื่อสารที่ถูกต้องไม่ควรเป็น “สมัครแล้วได้ทุนเต็มทุกคน” แต่ควรเป็นการวางแผนให้ผู้สมัครมีโอกาสได้รับทุนตามเงื่อนไขของโครงการ และประเมินทุนที่เหมาะกับโปรไฟล์ตั้งแต่ต้น

สำหรับแพ็กเกจ 1+4 ของ Chinese Chiwchiw ทีมงานจะประเมินคุณสมบัตินักเรียนก่อนสมัคร และอธิบายอย่างชัดเจนว่า มีโอกาสได้รับทุนประเภทใด มีค่าใช้จ่ายส่วนไหนที่ยังต้องรับผิดชอบ และต้องรักษาเงื่อนไขอะไรหลังเข้าเรียน


ในปีแรกของหลักสูตร 1+4 เรียนอะไรบ้าง?

รายละเอียดอาจต่างกันไปตามมหาวิทยาลัย แต่โดยทั่วไปนักเรียนจะเรียนภาษาจีนค่อนข้างเข้มข้น

1. ภาษาจีนในชีวิตประจำวัน

เน้นการสื่อสารที่ใช้จริง เช่น

  • แนะนำตัว
  • ซื้อของ
  • สั่งอาหาร
  • ขอเส้นทาง
  • ติดต่อเจ้าหน้าที่
  • สนทนากับเพื่อน
  • อธิบายปัญหาพื้นฐาน

2. การอ่านและการเขียน

นักเรียนจะค่อย ๆ เรียนตัวอักษรจีน โครงสร้างประโยค การอ่านบทความ และการเขียนข้อความที่ซับซ้อนขึ้น

เมื่อเข้าใกล้ระดับปริญญาตรี จะต้องเริ่มฝึกการเขียนที่เป็นทางการและคำศัพท์เชิงวิชาการมากขึ้น

3. การเตรียมสอบ HSK

หลายมหาวิทยาลัยกำหนดว่า นักเรียนต้องผ่าน HSK ในระดับที่กำหนดก่อนเข้าสู่ปริญญาตรี

ระดับที่ต้องใช้จะแตกต่างตามมหาวิทยาลัยและสาขา โดยสาขาที่มีเนื้อหาภาษาเข้มข้นอาจต้องใช้คะแนนสูงกว่าสาขาทั่วไป

4. ภาษาจีนเชิงวิชาการ

การพูดคุยในชีวิตประจำวันได้ ไม่ได้แปลว่าจะฟัง Lecture หรือเขียนรายงานมหาวิทยาลัยได้ทันที

ปีปรับภาษาจึงควรช่วยเตรียมทักษะ เช่น

  • การจด Lecture
  • การอ่านหนังสือเรียน
  • การสรุปเนื้อหา
  • การนำเสนอ
  • การเขียนรายงาน
  • การใช้ศัพท์เฉพาะทาง

5. วิชาปรับพื้นฐาน

บางหลักสูตรอาจมีคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ หรือความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับสาขาที่นักเรียนกำลังจะเรียน

ส่วนนี้สำคัญ โดยเฉพาะสำหรับผู้สมัครสาย Engineering, Computer Science, Economics หรือ Business


ทุน 1+4 เหมาะกับใคร?

เหมาะกับนักเรียนที่ยังไม่มี HSK

หากนักเรียนมีเป้าหมายชัดเจนว่าอยากเรียนหลักสูตรภาษาจีน แต่ยังไม่มีคะแนน HSK เส้นทางนี้ช่วยสร้างเวลาเตรียมตัวอย่างเป็นระบบ

เหมาะกับคนที่อยากใช้ภาษาจีนได้จริง

นักเรียนจะได้อยู่ในสภาพแวดล้อมภาษาจีนตั้งแต่ปีแรก และมีเวลาใช้ภาษาก่อนเริ่มเรียนวิชาเฉพาะทาง

เหมาะกับคนที่ต้องการเวลาปรับตัว

เด็กบางคนมีศักยภาพด้านการเรียนดี แต่ยังไม่เคยอยู่ไกลบ้านหรือดูแลตัวเอง ปีแรกช่วยให้ค่อย ๆ ปรับตัวกับชีวิตมหาวิทยาลัยและวัฒนธรรมจีน

เหมาะกับคนที่สนใจทำงานเกี่ยวข้องกับจีน

นอกจากวุฒิปริญญาตรีแล้ว นักเรียนยังได้ทักษะภาษาจีนและประสบการณ์ใช้ชีวิตในประเทศจีน ซึ่งสามารถต่อยอดไปยังงานด้าน

  • ธุรกิจจีน–ไทย
  • บริษัทจีนในอาเซียน
  • Import–Export
  • Logistics
  • Technology
  • E-commerce
  • Business Development
  • การตลาด
  • การท่องเที่ยว
  • การศึกษา

เหมาะกับครอบครัวที่ต้องการควบคุมงบประมาณ

ทุนแต่ละระดับสามารถช่วยลดค่าเล่าเรียนหรือค่าใช้จ่ายบางส่วนได้ แต่ผู้ปกครองยังควรวางงบประมาณสำหรับค่าหอพัก อาหาร ประกัน วีซ่า ตั๋วเครื่องบิน และค่าใช้ชีวิตด้วย


ทุน 1+4 อาจไม่เหมาะกับใคร?

เส้นทางนี้อาจไม่ใช่คำตอบที่ดีที่สุดสำหรับทุกคน

คนที่ไม่ต้องการเรียนเป็นภาษาจีน

หากเป้าหมายคือเรียนหลักสูตรภาษาอังกฤษทั้งหมด และไม่ได้ต้องการใช้ภาษาจีนระดับวิชาการ อาจมีเส้นทางตรงที่เหมาะกว่า

คนที่ไม่พร้อมเรียนรวมประมาณ 5 ปี

หลักสูตร 1+4 ใช้เวลามากกว่าปริญญาตรีทั่วไป จึงต้องพิจารณาทั้งเวลาและค่าใช้จ่ายรวม

คนที่ไม่พร้อมรักษาเงื่อนไขทุน

ทุนบางประเภทไม่ได้มอบให้แบบไม่มีเงื่อนไขตลอดหลักสูตร นักเรียนอาจต้องรักษา GPA คะแนนภาษา การเข้าเรียน และพฤติกรรมตามที่กำหนด

คนที่ยังไม่รู้เลยว่าอยากเรียนสาขาอะไร

แม้ปีแรกจะช่วยเปิดเวลาให้ปรับตัว แต่นักเรียนควรมีทิศทางเบื้องต้น เพื่อให้เลือกมหาวิทยาลัยและเส้นทางทุนได้ถูกต้อง


คุณสมบัติเบื้องต้นของผู้สมัครทุน 1+4

เกณฑ์จริงขึ้นอยู่กับแต่ละมหาวิทยาลัย แต่โดยทั่วไปอาจพิจารณาเรื่องต่อไปนี้

  • จบหรือกำลังจะจบระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย
  • มีผลการเรียนตามเกณฑ์
  • อายุอยู่ในช่วงที่ทุนกำหนด
  • สุขภาพแข็งแรง
  • ไม่มีประวัติผิดกฎหมายร้ายแรง
  • มีเอกสารการศึกษาและเอกสารรับรองครบ
  • ผ่านการสัมภาษณ์หรือการประเมิน
  • มีความตั้งใจเรียนภาษาจีน
  • สามารถรับผิดชอบค่าใช้จ่ายส่วนที่ทุนไม่ครอบคลุมได้

เอกสารอาจประกอบด้วย

  • Passport
  • Transcript
  • ใบรับรองการศึกษา
  • รูปถ่าย
  • Personal Statement หรือ Study Plan
  • Recommendation Letter
  • ผลตรวจสุขภาพ
  • หนังสือรับรองความประพฤติ
  • ผล HSK หรือ IELTS หากมี
  • เอกสารรับรองทางการเงินในบางกรณี

ไม่ควรรอจนใกล้หมดเขตแล้วจึงเริ่มเตรียม เพราะเอกสารบางรายการต้องใช้เวลาขอ แปล และรับรอง


ต้องสอบ HSK เท่าไรจึงจะขึ้นปริญญาตรีได้?

คำตอบคือ ขึ้นอยู่กับมหาวิทยาลัยและสาขา

บางหลักสูตรอาจต้องการประมาณ HSK 4 ขณะที่หลักสูตรที่ใช้ภาษาและการอ่านสูงอาจต้องการ HSK 5 หรือสูงกว่า

นักเรียนไม่ควรตั้งเป้าเพียง “สอบให้ผ่านขั้นต่ำ” แต่ควรถามว่า ระดับภาษานี้เพียงพอต่อการเรียนจริงหรือไม่

เพราะการผ่านข้อสอบกับการสามารถ

  • ฟังอาจารย์สอน
  • อ่านตำรา
  • ทำข้อสอบ
  • ทำงานกลุ่ม
  • เขียนรายงาน
  • นำเสนอหน้าชั้น

เป็นคนละเรื่องกัน

ทีม Chinese Chiwchiw จึงให้ความสำคัญทั้งคะแนนสอบและความพร้อมในการใช้ภาษาเชิงวิชาการ


ทุนครอบคลุมค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง?

ทุนแต่ละโครงการอาจครอบคลุมไม่เหมือนกัน จึงต้องอ่าน Scholarship Letter หรือ Admission Notice ให้ละเอียด

ส่วนที่อาจได้รับ ได้แก่

  • ค่าเล่าเรียนเต็มจำนวน
  • ค่าเล่าเรียนบางส่วน
  • ค่าหอพัก
  • ประกันสุขภาพ
  • เงินสนับสนุนรายเดือน

ส่วนที่นักเรียนอาจยังต้องรับผิดชอบเอง ได้แก่

  • ค่าธรรมเนียมสมัคร
  • ค่าวีซ่า
  • ค่าตรวจสุขภาพ
  • ค่ารับรองเอกสาร
  • ค่าตั๋วเครื่องบิน
  • ค่าอาหาร
  • ค่าเดินทางในเมือง
  • ค่าใช้จ่ายส่วนตัว
  • ค่าหนังสือ
  • ค่ามัดจำหอ
  • ค่าเรียนเสริมและค่าสอบภาษา

ดังนั้น ก่อนสมัครควรขอรายละเอียดเป็นลายลักษณ์อักษรว่า ทุนครอบคลุมอะไรและไม่ครอบคลุมอะไร


แล้ว “รับประกันทุน” ของ Chinese Chiwchiw หมายถึงอะไร?

สำหรับบริการทุน 1+4 ของ Chinese Chiwchiw การรับประกันต้องพิจารณาตาม คุณสมบัตินักเรียน เงื่อนไขโครงการ และข้อตกลงในแพ็กเกจ

ทีมงานจะช่วย

  1. ประเมินโปรไฟล์ของนักเรียน
  2. คัดเลือกเส้นทางและมหาวิทยาลัยที่มีโอกาสเหมาะสม
  3. แจ้งประเภททุนที่สามารถวางแผนสมัครได้
  4. เตรียมเอกสารและสมัครตามขั้นตอน
  5. ติดตามผลการสมัคร
  6. ช่วยวางแผนทางเลือกสำรองตามเงื่อนไขของบริการ

ประเภทและมูลค่าทุนที่นักเรียนได้รับจริงอาจแตกต่างกัน เช่น ทุนค่าเล่าเรียนเต็มจำนวน ทุนบางส่วน หรือทุนที่มีเงื่อนไขการต่ออายุ

จึงควรสอบถามทีมงานให้ชัดเจนก่อนสมัครว่า

  • รับประกันทุนในระดับใด
  • มหาวิทยาลัยหรือเมืองใดอยู่ในโครงการ
  • ครอบคลุมค่าเล่าเรียนปีภาษาและปริญญาหรือไม่
  • หากไม่ผ่านมหาวิทยาลัยตัวเลือกแรก มีทางเลือกอย่างไร
  • มีเงื่อนไขด้านเกรด อายุ และภาษาอะไรบ้าง
  • นักเรียนต้องรักษาผลการเรียนเท่าไร
  • ค่าใช้จ่ายใดไม่รวมอยู่ในแพ็กเกจ

Chinese Chiwchiw จะประเมินเป็นรายบุคคล เพื่อไม่ให้นักเรียนเลือกเส้นทางจากคำว่า “ทุน” เพียงอย่างเดียว โดยไม่รู้รายละเอียดและข้อผูกพันที่ตามมา


บริการทุน 1+4 ของ Chinese Chiwchiw มีอะไรบ้าง?

แพ็กเกจ 1+4 ของ Chinese Chiwchiw ออกแบบสำหรับนักเรียนที่ต้องการวางแผนตั้งแต่ปีปรับภาษาไปจนถึงปริญญาตรี โดยทีมงานช่วยดูแลกระบวนการสำคัญ เช่น

1. ประเมินโปรไฟล์

ทีมงานพิจารณา

  • ผลการเรียน
  • วิชาที่ถนัด
  • ระดับภาษาจีน
  • อายุ
  • งบประมาณ
  • เมืองที่สนใจ
  • สาขาที่ต้องการเรียน
  • เป้าหมายอาชีพ
  • ความพร้อมในการใช้ชีวิตต่างประเทศ

2. วางแผนเส้นทาง 1+4

ช่วยเลือกว่าควรเริ่มจากมหาวิทยาลัยใด เรียนภาษาในรูปแบบไหน และต่อปริญญาตรีสาขาใด

3. วางแผนมหาวิทยาลัยและทุน

คัดเลือกตัวเลือกที่สอดคล้องกับโปรไฟล์ พร้อมอธิบายระดับทุนและค่าใช้จ่ายที่คาดว่าจะเกิดขึ้น

4. เตรียมเอกสารสมัคร

ช่วยตรวจความครบถ้วนและจัดลำดับเอกสาร เช่น Transcript, Study Plan, Recommendation Letter และเอกสารอื่นที่มหาวิทยาลัยกำหนด

5. ยื่นสมัครและติดตามผล

ทีมงานช่วยดำเนินการตาม Timeline และติดตามขั้นตอนกับมหาวิทยาลัยหรือโครงการที่เกี่ยวข้อง

6. เตรียมสัมภาษณ์

หากมหาวิทยาลัยมีสัมภาษณ์ นักเรียนจะได้รับการเตรียมคำถามเกี่ยวกับ

  • แนะนำตัว
  • Why China?
  • Why this university?
  • Why this major?
  • เป้าหมายในอนาคต
  • ความพร้อมด้านภาษา
  • การปรับตัวในต่างประเทศ

7. วางแผนภาษาจีนและ HSK

ช่วยกำหนดเป้าหมายภาษาจีนที่ต้องใช้ก่อนขึ้นปริญญาตรี และวางแผนเตรียมสอบให้สอดคล้องกับเกณฑ์ของมหาวิทยาลัย

8. เตรียมตัวก่อนเดินทาง

ครอบคลุมเรื่องสำคัญ เช่น

  • วีซ่า
  • ที่พัก
  • ประกัน
  • การเดินทาง
  • การชำระเงินในจีน
  • แอปที่ควรติดตั้ง
  • การจัดกระเป๋า
  • การใช้ชีวิตในมหาวิทยาลัย

9. การดูแลระหว่างเส้นทางการเรียน

รายละเอียดการดูแลระหว่างเรียนและระยะเวลาของบริการจะเป็นไปตามขอบเขตของแพ็กเกจและข้อตกลงที่แจ้งกับนักเรียนแต่ละคน


ราคาแพ็กเกจทุน 1+4 ของ Chinese Chiwchiw

แพ็กเกจ 1+4 Foundation ของ Chinese Chiwchiw มีราคาวางแผนบริการอยู่ที่ประมาณ

200,000 บาท

ราคานี้เป็นค่าบริการวางแผนและดำเนินการตามขอบเขตของแพ็กเกจ ไม่ใช่งบค่าเล่าเรียนและค่าครองชีพทั้งหมดตลอด 5 ปี

ก่อนชำระเงิน ผู้ปกครองควรขอเอกสารที่ระบุให้ชัดเจนว่า

  • ค่าบริการครอบคลุมอะไร
  • มีมหาวิทยาลัยให้สมัครกี่แห่ง
  • ระดับทุนที่อยู่ในการรับประกันคืออะไร
  • ค่าใช้จ่ายของมหาวิทยาลัยส่วนใดแยกต่างหาก
  • เงื่อนไขคืนเงินหรือเปลี่ยนแผนเป็นอย่างไร
  • การดูแลหลังได้รับ Admission ครอบคลุมถึงขั้นตอนไหน
  • ค่าเรียนภาษา HSK หรือการติวรวมอยู่หรือไม่

การอธิบายค่าใช้จ่ายทั้งหมดให้ชัดตั้งแต่ต้น ช่วยให้ครอบครัวสามารถวางแผนระยะยาวได้จริง และลดความเข้าใจผิดภายหลัง


ควรเริ่มเตรียมทุน 1+4 เมื่อไร?

ช่วงเวลาที่เหมาะสมคือเริ่มวางแผนล่วงหน้าอย่างน้อย 8–12 เดือนก่อนเปิดเทอม

ตัวอย่าง Timeline:

10–12 เดือนก่อนเดินทาง

  • ประเมินโปรไฟล์
  • เลือกสาขา
  • วางงบประมาณ
  • เริ่มเรียนภาษาจีน
  • เตรียม Passport

6–9 เดือนก่อนเดินทาง

  • เลือกมหาวิทยาลัย
  • ขอ Transcript และใบรับรอง
  • เขียน Study Plan
  • เตรียม Recommendation Letter
  • เริ่มยื่นสมัครตามรอบ

3–6 เดือนก่อนเดินทาง

  • สัมภาษณ์
  • ติดตามผลทุน
  • เตรียมเอกสารสุขภาพ
  • วางแผนที่พัก
  • เรียนภาษาจีนต่อเนื่อง

1–3 เดือนก่อนเดินทาง

  • ยื่นวีซ่า
  • ซื้อตั๋วเครื่องบิน
  • เตรียมเงินและระบบชำระเงิน
  • เข้าร่วม Pre-departure
  • วางแผนวันเดินทางและการเข้าหอ

นักเรียนที่ยังไม่มีภาษาจีนไม่ควรรอให้ได้ Admission ก่อนแล้วจึงเริ่มเรียนภาษา เพราะการมีพื้นฐานเล็กน้อยก่อนเดินทางจะช่วยให้ชีวิตช่วงแรกง่ายขึ้นมาก


Checklist ก่อนตัดสินใจเลือกทุน 1+4

ก่อนสมัคร นักเรียนและผู้ปกครองควรถามให้ครบว่า

  • ปีแรกเรียนที่มหาวิทยาลัยเดียวกับปริญญาตรีหรือไม่?
  • ผ่านปีภาษาแล้วได้ขึ้นปริญญาตรีอัตโนมัติหรือยังต้องสมัครใหม่?
  • ต้องสอบ HSK ระดับใด?
  • หากสอบไม่ผ่านจะเกิดอะไรขึ้น?
  • สามารถเปลี่ยนสาขาหรือมหาวิทยาลัยได้หรือไม่?
  • ทุนครอบคลุมค่าใช้จ่ายส่วนไหน?
  • ทุนต้องต่ออายุทุกปีหรือไม่?
  • ต้องรักษา GPA เท่าไร?
  • หากผลการเรียนตกจะถูกยกเลิกทุนหรือไม่?
  • หอพักรวมอยู่หรือไม่?
  • มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมอะไรบ้าง?
  • หลักสูตรปริญญาตรีได้รับการรับรองหรือไม่?
  • เรียนเป็นภาษาจีนทั้งหมดหรือมีบางวิชาเป็นภาษาอังกฤษ?
  • ผู้เรียนสามารถฝึกงานได้หรือไม่?
  • จบแล้วสามารถต่อยอดอาชีพอะไรได้บ้าง?

ไม่ควรตัดสินใจจากคำว่า “ทุนเต็ม” หรือ “รับประกัน” ก่อนอ่านรายละเอียดทั้งหมด


สรุป: ไม่มีพื้นฐานภาษาจีนก็เริ่มวางแผนเรียนต่อจีนได้

การยังพูดภาษาจีนไม่ได้ ไม่ได้หมายความว่าประตูสู่มหาวิทยาลัยจีนปิดลง

หลักสูตร 1+4 เป็นอีกหนึ่งเส้นทางที่ช่วยให้นักเรียนค่อย ๆ สร้างพื้นฐานภาษา ปรับตัวกับชีวิตในจีน และเตรียมความพร้อมก่อนเข้าสู่ระดับปริญญาตรี

แต่สิ่งสำคัญคือ ต้องเข้าใจว่า

  • 1+4 ใช้เวลารวมประมาณ 5 ปี
  • เกณฑ์แตกต่างกันตามมหาวิทยาลัย
  • ระดับทุนไม่ได้เหมือนกันทุกคน
  • นักเรียนต้องสอบผ่านภาษาและรักษาเงื่อนไข
  • ต้องวางงบประมาณส่วนที่ทุนไม่ครอบคลุม
  • ควรเลือกจากสาขาและเป้าหมาย ไม่ใช่เลือกเพียงเพราะมีทุน

สำหรับนักเรียนที่มีความตั้งใจเรียนภาษาจีนและมองเห็นอนาคตของตัวเองในตลาดจีน–ไทยหรือเอเชีย เส้นทางนี้สามารถเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีมาก

เราไม่จำเป็นต้องพร้อมทุกอย่างตั้งแต่วันแรก

แต่ต้องมีแผนที่ชัดเจนว่า ในปีแรกเราจะพัฒนาตัวเองอย่างไร และจะเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับ 4 ปีของปริญญาตรีอย่างไร


สนใจทุน 1+4 แต่ยังไม่แน่ใจว่าเหมาะกับตัวเองไหม?

ทีม Chinese Chiwchiw พร้อมช่วยประเมินเบื้องต้นจาก

  • ผลการเรียน
  • ระดับภาษาจีน
  • สาขาที่สนใจ
  • เมืองที่อยากไป
  • งบประมาณครอบครัว
  • เป้าหมายหลังเรียนจบ

เพื่อดูว่าเส้นทาง 1+4 เหมาะกับนักเรียนหรือควรเลือกหลักสูตรแบบอื่น

ปรึกษาเรื่องทุน 1+4 เรียนต่อจีน

LINE: @CHWCHW
โทร: 080-064-5168
Facebook / Instagram: Chinese Chiwchiw

การปรึกษาเบื้องต้นไม่มีค่าใช้จ่าย ทีมงานจะช่วยอธิบายข้อมูลให้เข้าใจง่าย และวางแผนจากสถานการณ์จริงของนักเรียนแต่ละคนค่ะ


คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับทุน 1+4 เรียนต่อจีน

ไม่มีพื้นฐานภาษาจีนเลยสมัครทุน 1+4 ได้ไหม?

บางโครงการเปิดรับนักเรียนที่เริ่มต้นจากศูนย์ แต่บางแห่งกำหนดคะแนนภาษาขั้นต่ำ จึงต้องตรวจเกณฑ์ของมหาวิทยาลัยเป็นรายแห่ง

ต้องสอบ HSK ก่อนสมัครไหม?

ไม่จำเป็นในทุกโครงการ แต่การมีคะแนน HSK อาจช่วยเพิ่มตัวเลือกและแสดงให้เห็นถึงความพร้อมของผู้สมัคร

ปีภาษาเรียนครบแล้วขึ้นปริญญาตรีได้ทันทีไหม?

ขึ้นอยู่กับเงื่อนไข นักเรียนอาจต้องผ่านคะแนน HSK การสอบภายใน การเข้าเรียน และผลการเรียนขั้นต่ำก่อนขึ้นปริญญาตรี

ทุน 1+4 เป็นทุนเต็มจำนวนหรือไม่?

ไม่เสมอไป มีทั้งทุนเต็ม ทุนบางส่วน และทุนที่ครอบคลุมเฉพาะค่าเล่าเรียน รายละเอียดขึ้นอยู่กับโปรไฟล์ มหาวิทยาลัย และโครงการ

เรียนสาขาอะไรได้บ้าง?

มีหลายสาขา เช่น Business, Marketing, International Trade, Engineering, Computer Science และสาขาอื่น ๆ แต่ตัวเลือกขึ้นอยู่กับมหาวิทยาลัยที่เข้าร่วม

ใช้เวลาเรียนทั้งหมดกี่ปี?

โดยทั่วไปใช้เวลาประมาณ 5 ปี แบ่งเป็นปีภาษาหรือ Foundation 1 ปี และปริญญาตรีประมาณ 4 ปี

หากเรียนภาษาไม่ผ่านจะทำอย่างไร?

อาจต้องเรียนเพิ่มเติม สอบใหม่ หรือไม่สามารถเข้าสู่หลักสูตรปริญญาตรีตามเวลาที่กำหนดได้ ขึ้นอยู่กับกฎของมหาวิทยาลัย

ทุนต้องรักษาเกรดหรือไม่?

ทุนจำนวนมากกำหนดให้นักเรียนรักษา GPA การเข้าเรียน พฤติกรรม และคะแนนภาษา หากไม่ผ่านเกณฑ์ ทุนอาจถูกลดหรือยกเลิกได้

ค่าใช้จ่าย 200,000 บาทรวมค่าเรียนตลอด 5 ปีหรือไม่?

ไม่ใช่ ตัวเลขดังกล่าวเป็นค่าบริการตามแพ็กเกจวางแผน 1+4 ของ Chinese Chiwchiw ค่าเรียน หอพัก ค่าครองชีพ และค่าใช้จ่ายอื่นขึ้นอยู่กับทุนและมหาวิทยาลัยที่ได้รับ

ทุน 1+4 เหมาะกับเด็กจบ ม.6 ไหม?

เหมาะกับนักเรียนที่จบหรือกำลังจะจบ ม.6 มีเป้าหมายเรียนหลักสูตรภาษาจีน และพร้อมใช้เวลาปรับภาษาก่อนเข้าสู่ปริญญาตรี


หมายเหตุ: คำว่า “ทุน 1+4” อาจมีโครงสร้างและเงื่อนไขแตกต่างกันในแต่ละมหาวิทยาลัย ปีการศึกษา และแพ็กเกจบริการ นักเรียนและผู้ปกครองควรตรวจสอบรายละเอียดทุน ค่าใช้จ่าย เงื่อนไขการเข้าสู่ปริญญาตรี และการต่ออายุทุนจากเอกสารอย่างเป็นทางการก่อนสมัครทุกครั้ง

11 พิกัดเที่ยวเฉิงตู กิน เที่ยว คาเฟ่ ช้อปปิ้ง ฉบับไปตามได้จริง

พูดถึง เที่ยวเฉิงตู หลายคนน่าจะนึกถึงแพนด้า หมาล่า และหม่าล่าหม้อไฟเป็นอันดับแรก

แต่หลังจากที่เดียร์เดินทางไปเฉิงตูหลายครั้ง ทั้งไปทำงาน ดูแลนักเรียน และใช้ชีวิตอยู่ในเมืองจริง ๆ เดียร์รู้สึกว่าเสน่ห์ของเฉิงตูมีมากกว่านั้นเยอะมากค่ะ

เฉิงตูเป็นเมืองที่มีความสมดุลแปลก ๆ ระหว่างความทันสมัยกับความชิล

วันหนึ่งเราสามารถไปดูแพนด้าตั้งแต่เช้า เดินพิพิธภัณฑ์ช่วงบ่าย แวะร้านชาน่ารัก ๆ แล้วไปกินของตลาดกลางคืนตอนเย็นได้ โดยที่แต่ละสถานที่ให้อารมณ์ไม่เหมือนกันเลย

ที่นี่มีทั้ง

  • ห้างขนาดใหญ่มาก
  • ร้าน Local Brand จีนที่ดีไซน์สวย
  • พื้นที่ศิลปะและ Creative Community
  • คาเฟ่นั่งทำงาน
  • ตลาดกลางคืน
  • ร้านชาจีนสมัยใหม่
  • ร้านอาหารไทยสำหรับวันที่คิดถึงบ้าน
  • และแน่นอน น้องแพนด้าที่ห้ามพลาด

บทความนี้เดียร์เลยรวบรวม 11 พิกัดเที่ยวเฉิงตู จากสถานที่ที่เดียร์ไปมาจริง เหมาะทั้งกับคนที่มาเที่ยวครั้งแรก นักเรียนที่กำลังจะมาเรียนต่อจีน หรือคนที่อาศัยอยู่ในเฉิงตูแล้วอยากหาที่เดินเล่นในวันว่าง

หมายเหตุ: ร้านค้า เวลาเปิด–ปิด และทางเข้าออกอาจเปลี่ยนแปลงได้ แนะนำให้นำชื่อภาษาอังกฤษหรือภาษาจีนไปค้นใน Amap, Baidu Maps หรือ Dianping อีกครั้งก่อนเดินทางค่ะ


เฉิงตูเหมาะกับนักท่องเที่ยวแบบไหน?

เดียร์คิดว่าเฉิงตูเหมาะมากกับคนที่ไม่อยากเที่ยวแบบเร่งรีบเกินไป

เมืองนี้ไม่ได้ให้ความรู้สึกว่าต้องตื่นเช้ามาเก็บแลนด์มาร์กให้ครบสิบแห่ง แต่เหมาะกับการค่อย ๆ เดิน กินข้าว ดื่มชา แวะร้านเล็ก ๆ และใช้เวลาอยู่กับบรรยากาศของเมือง

เฉิงตูเหมาะกับคนที่ชอบ

  • กินอาหารและลองร้านใหม่ ๆ
  • คาเฟ่และร้านชาจีน
  • ศิลปะ แฟชั่น และ Local Brand
  • ช้อปปิ้งในห้าง
  • Street Food และตลาดกลางคืน
  • สวนและพื้นที่เปิดโล่ง
  • การเดินทางในเมืองที่ค่อนข้างสะดวก
  • เมืองใหญ่ที่ยังมีบรรยากาศสบาย ๆ

ส่วนใครที่กำลังจะมาเรียนต่อเฉิงตู เมืองนี้ก็มีสถานที่ให้ใช้ชีวิตนอกมหาวิทยาลัยเยอะมาก ตั้งแต่ร้านนั่งอ่านหนังสือ ไปจนถึงย่านวัยรุ่นและพื้นที่ทำกิจกรรมช่วงสุดสัปดาห์


1. ร้านพระพุทธเจ้าสี่หน้า: ร้านอาหารไทยสำหรับวันที่คิดถึงบ้าน

พิกัดแรกเหมาะมากสำหรับคนไทยที่อยู่เฉิงตูหลายวันแล้วเริ่มคิดถึงอาหารบ้านเรา

ร้านนี้ในภาพใช้ชื่อภาษาจีนว่า 霁面肆 และเดียร์เรียกกันว่า “ร้านพระพุทธเจ้าสี่หน้า”

เมนูมีให้เลือกค่อนข้างเยอะ รสชาติเข้าถึงง่าย และหลายเมนูให้ความรู้สึกใกล้เคียงกับอาหารไทย ไม่ว่าจะเป็นข้าวกะเพรา ไข่ดาว ส้มตำ หรือชาไทย

เดียร์รู้สึกว่าจุดเด่นของร้านคือ แม้จะอยู่ในจีน แต่รสชาติไม่ได้ถูกปรับจนเสียความเป็นอาหารไทยไปทั้งหมด โดยเฉพาะเมนูที่มีความเผ็ด เปรี้ยว และกลิ่นเครื่องเทศชัดเจน

วันที่เดียร์ไป ร้านมีลูกค้าเข้าค่อนข้างต่อเนื่อง และดูเหมือนว่าจะได้รับความนิยมมากขึ้นจนมีการขยายพื้นที่ร้านแล้ว

เหมาะกับใคร?

  • นักเรียนไทยที่อยู่เฉิงตู
  • คนที่เดินทางหลายวันแล้วคิดถึงอาหารไทย
  • คนจีนที่อยากลองอาหารไทยรสชัด
  • กลุ่มเพื่อนที่อยากสั่งอาหารหลายอย่างมาแชร์กัน

เมนูที่น่าลอง

  • ข้าวกะเพราไข่ดาว
  • ส้มตำ
  • ชาไทย
  • อาหารจานเดียวสไตล์ไทย

คำค้นสำหรับแผนที่: 霁面肆


2. Wesley Valley: มุมชิลที่รวมร้านอาหาร คาเฟ่ และกิจกรรมไว้ด้วยกัน

Wesley Valley เป็นพื้นที่ขนาดไม่ใหญ่มาก แต่มีร้านหลายรูปแบบอยู่รวมกัน

ในบริเวณเดียวสามารถเจอทั้งร้านอาหารจีน อาหารญี่ปุ่น ร้านกาแฟ ร้านชา และแม้แต่ร้าน KFC จึงเหมาะกับการมาแบบกลุ่มที่แต่ละคนอยากกินไม่เหมือนกัน

สิ่งที่เดียร์ชอบคือบรรยากาศไม่ได้ให้ความรู้สึกเหมือนห้างปิดทั่วไป มีพื้นที่เดินเล่น ต้นไม้ และร้านที่เปิดออกสู่ทางเดินด้านนอก ทำให้นั่งได้นานกว่าและไม่รู้สึกอึดอัด

บางโซนยังมีร้านสำหรับทำกิจกรรมหรือ Workshop เล็ก ๆ เหมาะกับวันหยุดที่ไม่ได้อยากเดินทางไปไหนไกล

เหมาะกับใคร?

  • คนที่อยากนั่งทำงานหรืออ่านหนังสือ
  • กลุ่มเพื่อนที่อยากหาร้านกินข้าวแบบเลือกง่าย
  • คนที่ชอบพื้นที่กึ่ง Outdoor
  • นักเรียนที่อยากหาสถานที่ใช้เวลาช่วงบ่าย

ใช้เวลาเท่าไร?

ประมาณ 1–3 ชั่วโมง หรือมากกว่านั้นหากตั้งใจมานั่งคาเฟ่ทำงาน

ความรู้สึกของเดียร์

ที่นี่ไม่ได้เป็นแลนด์มาร์กที่ต้องเดินทางข้ามเมืองเพื่อมาเช็กอิน แต่เหมาะกับคนที่อยู่ใกล้ ๆ หรือใช้ชีวิตในเฉิงตู แล้วอยากได้สถานที่นั่งสบาย ไม่วุ่นวายเท่าแหล่งท่องเที่ยวหลัก


3. MixC Mall Chengdu: ห้างใหญ่ที่เดินได้ทั้งวัน

Chengdu MixC หรือ 成都万象城 เป็นหนึ่งในห้างขนาดใหญ่ของเฉิงตู มีทั้งพื้นที่ Indoor และ Outdoor รวมหลายอาคารและหลายโซน

ห้างนี้ใหญ่มากจริง ๆ ค่ะ ใครตั้งใจมาช้อปสามารถเผื่อเวลาครึ่งวันหรือทั้งวันได้เลย

ภายในมีทั้ง

  • ร้านเสื้อผ้า
  • ร้านเครื่องสำอาง
  • ร้านอาหาร
  • คาเฟ่
  • ร้านของเล่น
  • ร้านของขวัญ
  • ร้าน Character Goods
  • ร้าน Sanrio และสินค้าลิขสิทธิ์ต่าง ๆ

ช่วงกลางวันกับช่วงเย็นให้บรรยากาศต่างกันค่อนข้างมาก กลางวันจะเหมาะกับการเดินช้อปแบบจริงจัง ส่วนช่วงเย็นพื้นที่ Outdoor จะมีไฟ ร้านอาหาร และบรรยากาศคึกคักขึ้น

ทำไมคนที่อยู่เฉิงตูควรรู้จักที่นี่?

เพราะเป็นห้างที่ตอบโจทย์ทั้งการซื้อของ กินข้าว นัดเพื่อน และเดินหลบร้อนหรือหลบฝน

วันที่ไม่รู้จะไปไหน MixC เป็นตัวเลือกที่ค่อนข้างปลอดภัย เพราะมีอะไรให้ทำหลายอย่าง และใช้เวลาอยู่ได้โดยไม่ต้องเปลี่ยนสถานที่บ่อย

เหมาะกับใคร?

  • สายช้อปปิ้ง
  • คนที่ชอบ Character Goods
  • ครอบครัว
  • กลุ่มเพื่อน
  • คนที่ต้องการร้านอาหารหลายตัวเลือกในที่เดียว

คำค้นสำหรับแผนที่: 成都万象城


4. Li Shanshan Tea หรือ 李山山茶事: ร้านชาจีนที่มีหลายสาขา

ร้าน Li Shanshan Tea หรือ 李山山茶事 เป็นร้านเครื่องดื่มชาที่เดียร์เห็นหลายสาขาในเฉิงตู

ร้านออกแบบให้มีกลิ่นอายจีนร่วมสมัย ใช้วัสดุและสีที่ดูเรียบ แต่ยังมีความน่ารักและเข้าถึงง่าย ไม่ได้ให้ความรู้สึกเป็นร้านชาจีนแบบพิธีการมากเกินไป

เครื่องดื่มมีทั้งชาสด ชานม และเมนูที่ผสมวัตถุดิบสไตล์จีน รสชาติค่อนข้างดื่มง่าย

จากที่เดียร์ลอง ตัวชามีกลิ่นชาชัดกว่าร้านที่เน้นแต่นมและน้ำตาล และ Packaging ก็น่ารักจนเหมาะกับการซื้อถ่ายรูปหรือถือเดินเที่ยว

จุดเด่น

  • มีหลายสาขา ไม่จำเป็นต้องเดินทางไปร้านเดียว
  • ร้านตกแต่งสวย
  • เหมาะสำหรับพักระหว่างเดินเที่ยว
  • ได้ลองวัฒนธรรมชาจีนในรูปแบบทันสมัย
  • ราคาจับต้องง่ายกว่าการไป Tea House แบบเต็มรูปแบบ

ทิปจากเดียร์

ชื่อร้านชาจีนบางร้านอาจไม่มีชื่อภาษาอังกฤษที่ค้นหาเจอง่าย แนะนำ Copy คำว่า 李山山茶事 ไปค้นใน Amap หรือ Dianping จะเจอสาขาใกล้ตัวมากกว่าค่ะ


5. Dongjiao Jiyi หรือ 东郊记忆: ย่านวัยรุ่น ศิลปะ และแฟชั่นของเฉิงตู

หากถามเดียร์ว่ามีที่ไหนในเฉิงตูที่เหมาะกับวัยรุ่น ถ่ายรูปสวย และเดินได้เรื่อย ๆ เดียร์แนะนำ Dongjiao Jiyi หรือ 东郊记忆

พื้นที่นี้เคยเป็นเขตอุตสาหกรรม ก่อนถูกพัฒนาให้กลายเป็นย่านวัฒนธรรมและ Creative Park

สิ่งที่ยังเห็นได้ชัดคืออาคารอิฐ โครงสร้างโรงงาน และบรรยากาศ Industrial ซึ่งถูกนำมาผสมกับร้านสมัยใหม่ งานศิลปะ ร้านเสื้อผ้า คาเฟ่ และพื้นที่จัดกิจกรรม

ที่นี่มีร้าน Local Brand จีนค่อนข้างเยอะ โดยเฉพาะ

  • เสื้อผ้า
  • กระเป๋า
  • เครื่องประดับ
  • ของแต่งบ้าน
  • Art Toy
  • ของทำมือ
  • คาเฟ่และร้านขนม

ในภาพที่เดียร์ถ่ายยังมีร้านอย่าง Likio และร้านเสื้อผ้าหลายแบรนด์ รวมถึงกำแพงคำว่า 成都 ที่เป็นหนึ่งในมุมถ่ายรูปยอดนิยม

ทำไมเดียร์ชอบที่นี่?

เพราะเดินแล้วรู้สึกว่าได้เห็นอีกด้านหนึ่งของเฉิงตูที่ไม่ใช่แค่เมืองแพนด้าหรือเมืองอาหาร

ที่นี่สะท้อนความเป็นเมืองแฟชั่น ศิลปะ และวัฒนธรรมวัยรุ่นของจีนได้ดีมาก

ร้านจำนวนหนึ่งมีสไตล์เฉพาะตัว และบางแบรนด์อาจยังไม่มีสาขานอกประเทศจีน ทำให้การเดินช้อปสนุกกว่าห้างที่มีแต่แบรนด์ที่เรารู้จักอยู่แล้ว

เหมาะกับใคร?

  • วัยรุ่นและนักศึกษา
  • สายแฟชั่น
  • คนชอบถ่ายรูป
  • คนชอบ Art Toy และงานดีไซน์
  • คนที่อยากซื้อของจาก Local Brand จีน
  • Content Creator

ควรไปช่วงไหน?

ช่วงบ่ายต่อเนื่องถึงเย็นจะได้ทั้งแสงถ่ายรูปและบรรยากาศร้านตอนเปิดไฟ

เผื่อเวลาอย่างน้อย 2–4 ชั่วโมง เพราะพื้นที่ค่อนข้างกว้างและมีตรอกหรือร้านเล็ก ๆ ให้แวะเยอะ

คำค้นสำหรับแผนที่: 东郊记忆


6. คาเฟ่และร้านน่ารักรอบ Dongjiao Jiyi

นอกจากพื้นที่หลักของ Dongjiao Jiyi แล้ว บริเวณรอบ ๆ ยังมีคาเฟ่และร้านขนาดเล็กที่เหมาะกับการค่อย ๆ เดินสำรวจ

เดียร์เจอร้านธีมน่ารักหลายร้าน เช่น

  • ร้านคาเฟ่ตกแต่งด้วยตุ๊กตาหมี
  • ร้าน BeFine Cha
  • คาเฟ่โทนอบอุ่น
  • ร้านเครื่องประดับ
  • ร้านเสื้อผ้าแนววัยรุ่น
  • มุมถ่ายรูปที่ไม่ได้อยู่ในโซนคนหนาแน่น

ถ้ามาถึงแล้ว เดียร์ไม่แนะนำให้เดินเฉพาะถนนหลัก ถ้ามีเวลาให้ลองเดินเข้าไปตามซอยและพื้นที่รอบนอกด้วย เพราะบางร้านที่น่ารักที่สุดอาจไม่ได้อยู่ตรงจุดที่คนมารวมตัวกันเยอะ

เหมาะกับวันแบบไหน?

เหมาะกับวันที่ไม่ได้มีตารางแน่น อยากเดินเล่น แวะร้านตามอารมณ์ และถ่ายรูปไปเรื่อย ๆ


7. Tianfu Art Park: พื้นที่ศิลปะที่ไม่ได้มีแค่พิพิธภัณฑ์

Tianfu Art Park หรือ 天府艺术公园 เป็นอีกหนึ่งสถานที่ที่เดียร์แนะนำสำหรับคนที่ชอบงานศิลปะ สถาปัตยกรรม และพื้นที่เปิดโล่ง

ภายในพื้นที่มีทั้งอาคารจัดแสดงงานศิลปะ ห้องนิทรรศการ พื้นที่อ่านหนังสือ และคาเฟ่

ตัวอาคารมีสถาปัตยกรรมที่โดดเด่นมาก โดยเฉพาะพื้นที่ภายในที่ใช้เส้นโค้ง ช่องแสง และโทนสีที่ทำให้ถ่ายรูปออกมาสวย

แม้ไม่ได้เป็นคนที่ติดตามงานศิลปะจริงจัง ก็ยังสามารถมาเดินเล่น ดูนิทรรศการ นั่งอ่านหนังสือ หรือถ่ายรูปได้

กิจกรรมที่ทำได้

  • ชมนิทรรศการ
  • ถ่ายรูปสถาปัตยกรรม
  • นั่งอ่านหนังสือ
  • ทำงานในคาเฟ่
  • เดินเล่นในพื้นที่สวน
  • ใช้เวลาช่วงบ่ายแบบไม่เร่งรีบ

ควรเผื่อเวลาเท่าไร?

ประมาณ 2–4 ชั่วโมง ขึ้นอยู่กับว่าสนใจนิทรรศการมากแค่ไหน

ทิป

นิทรรศการและเวลาเปิดอาจเปลี่ยนเป็นช่วง ๆ ควรตรวจในบัญชีทางการหรือแผนที่จีนก่อนเดินทาง

คำค้นสำหรับแผนที่: 天府艺术公园


8. Chengdu Panda Base: มาเฉิงตูแล้วไม่ดูแพนด้าเหมือนมาไม่ถึง

สถานที่ที่เกือบทุกคนต้องใส่ไว้ในแผนคือ Chengdu Research Base of Giant Panda Breeding หรือศูนย์วิจัยและเพาะพันธุ์แพนด้ายักษ์เฉิงตู

ที่นี่ไม่ได้มีเพียงแพนด้ายักษ์ แต่ยังสามารถเจอ Red Panda และเรียนรู้เกี่ยวกับการอนุรักษ์ การเพาะพันธุ์ และระบบนิเวศของสัตว์เหล่านี้ได้ด้วย

ตัวพื้นที่มีขนาดใหญ่กว่าที่หลายคนคิด จึงควรใส่รองเท้าที่เดินสบายและเตรียมเวลาไว้หลายชั่วโมง

ฐานแพนด้าตั้งอยู่ที่ 1375 Panda Avenue เขต Chenghua และเป็นทั้งศูนย์อนุรักษ์ วิจัย เพาะพันธุ์ และให้ความรู้เกี่ยวกับแพนด้ายักษ์และสัตว์หายากของจีน

ทำไมควรไปตอนเช้า?

เดียร์แนะนำให้ไปตั้งแต่เช้า เพราะ

  • อากาศยังไม่ร้อนมาก
  • แพนด้ามีโอกาสออกมาเคลื่อนไหวมากกว่า
  • ลดความเสี่ยงเจอคนจำนวนมากในช่วงสาย
  • มีเวลาเดินพื้นที่ต่าง ๆ ได้ครบกว่า

ช่วงเดือนมีนาคม–ตุลาคม ฐานเปิดรับผู้เข้าชมรอบเช้าตั้งแต่ 07.30 น. ส่วนเดือนพฤศจิกายน–กุมภาพันธ์เริ่มที่ 08.00 น. แต่เวลาอาจเปลี่ยนได้ จึงควรตรวจจากเว็บไซต์หรือ WeChat ทางการก่อนวันเดินทาง

คำแนะนำสำคัญ

  • จองบัตรล่วงหน้า
  • ตรวจว่าจองประตูทางเข้าใด
  • ไปวันธรรมดาหากทำได้
  • ใส่รองเท้าที่เดินสบาย
  • เตรียมน้ำและหมวก
  • อย่าส่งเสียงดังหรือรบกวนสัตว์
  • เผื่อเวลาอย่างน้อยครึ่งวัน

เหมาะกับใคร?

จริง ๆ แล้วเหมาะกับทุกคน ไม่ว่าจะมากับครอบครัว เพื่อน หรือมาเที่ยวคนเดียว

โดยเฉพาะ Red Panda ที่หลายคนอาจไม่ได้คาดหวัง แต่พอเห็นจริงแล้วน่ารักมากค่ะ

คำค้นสำหรับแผนที่: 成都大熊猫繁育研究基地


9. Fuqin Night Market: ตลาดกลางคืนที่ต้องมาแบบท้องว่าง

Fuqin Night Market หรือ 抚琴夜市 เป็นหนึ่งในตลาดกลางคืนที่เดียร์รู้สึกว่าเหมาะกับคนอยากสัมผัสบรรยากาศของกินแบบ Local

ตลาดตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของถนนวงแหวนชั้นที่หนึ่งของเฉิงตู และอยู่ไม่ไกลจากสถานี Fuqin

ตลาดมีร้านอาหารและรถเข็นเรียงต่อกันเป็นระยะทางค่อนข้างยาว สามารถเดินกินไปเรื่อย ๆ ได้หลายอย่าง ทั้งของคาว ของหวาน ของทอด ของย่าง และเครื่องดื่ม

สิ่งที่เดียร์เห็นและน่าลอง เช่น

  • เต้าหู้แผ่น
  • ของย่าง
  • เสียบไม้
  • มันฝรั่ง
  • อาหารเสฉวน
  • ขนมท้องถิ่น
  • น้ำผลไม้และชา
  • ของทอดที่ทำสดหน้าร้าน

บรรยากาศเป็นอย่างไร?

ที่นี่ไม่ได้เป็นตลาดที่ตกแต่งเพื่อการท่องเที่ยวมากนัก แต่ให้ความรู้สึกเป็นตลาดที่คนในพื้นที่มากินจริง

จึงค่อนข้างคึกคัก แออัด และมีกลิ่นอาหารตลอดทาง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์ค่ะ

ทิปจากเดียร์

  • มาแบบท้องว่าง
  • ซื้อทีละน้อยเพื่อให้ลองได้หลายร้าน
  • เตรียมทิชชู่เปียก
  • ใส่รองเท้าที่เดินง่าย
  • เตรียมระบบจ่ายเงินผ่าน Alipay หรือ WeChat Pay
  • หากไม่กินเผ็ด ให้บอกว่า 不要辣 หรือ “ไม่เอาเผ็ด”
  • ถ้าอยากได้เผ็ดน้อย ใช้คำว่า 微辣

ราคาหลายร้านจับต้องได้ แต่หากลองหลายอย่างรวมกันก็อาจใช้เงินมากกว่าที่คิด ดังนั้นจะมากับเพื่อนแล้วแบ่งกันกินก็สนุกดี

คำค้นสำหรับแผนที่: 抚琴夜市


10. COSMO Chengdu: แหล่งรวมแฟชั่นและแบรนด์จีนสายดีไซน์

COSMO Chengdu เหมาะกับคนที่อยากเห็นว่าแฟชั่นวัยรุ่นจีนตอนนี้เป็นแบบไหน

ในห้างมีร้านเสื้อผ้า กระเป๋า เครื่องประดับ และร้านตกแต่งสวยหลายร้าน โดยจำนวนมากเป็นแบรนด์จีนหรือแบรนด์ที่พบในเอเชียมากกว่าแบรนด์ห้างทั่วไป

COSMO มีลักษณะเหมือนการรวมร้าน Boutique ขนาดเล็กหลายร้านไว้ในอาคารเดียว โดยมีแบรนด์แฟชั่นและดีไซเนอร์จีนรุ่นใหม่จำนวนมาก

จุดเด่น

  • เจอแบรนด์ที่ไม่ค่อยเห็นในไทย
  • มีทั้งแฟชั่น เสื้อผ้า กระเป๋า และเครื่องประดับ
  • ร้านแต่ละร้านออกแบบสวย
  • เหมาะกับการหา Inspiration ด้านแฟชั่น
  • มีมุมถ่ายรูปค่อนข้างเยอะ

เหมาะกับใคร?

  • สายแฟชั่น
  • คนชอบ Local Brand
  • คนทำงานด้าน Content หรือ Design
  • คนที่เบื่อห้างซึ่งมีแต่แบรนด์เดิม ๆ
  • คนที่อยากซื้อของที่ดูไม่เหมือนคนอื่น

เดียร์แนะนำให้เผื่อเวลาเดินทีละชั้น เพราะร้านบางร้านมีขนาดเล็กและอาจพลาดได้ง่ายหากเดินเร็วเกินไป

คำค้นสำหรับแผนที่: 成都COSMO


11. Chunxi Road: ย่านที่มาเฉิงตูครั้งแรกควรไป

Chunxi Road หรือ 春熙路 เป็นหนึ่งในย่านช้อปปิ้งที่มีชื่อเสียงที่สุดของเฉิงตู และเป็นพื้นที่ที่นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่มักแวะมาอย่างน้อยหนึ่งครั้ง

บริเวณนี้มีครบแทบทุกอย่าง ได้แก่

  • ร้านอาหาร
  • คาเฟ่
  • ห้าง
  • ร้านเครื่องสำอาง
  • ร้านเสื้อผ้า
  • แบรนด์กีฬา
  • ของฝาก
  • ร้าน Character Goods
  • ร้านอย่าง MINISO และ WOW COLOUR
  • ร้านแบรนด์ต่างประเทศและแบรนด์จีน

Chunxi Road ได้รับการจัดให้อยู่ในกลุ่มย่านท่องเที่ยวและนันทนาการระดับประเทศ และเป็นหนึ่งในศูนย์กลางด้านแฟชั่นและช้อปปิ้งของเมือง

ทำไมควรไป?

หากมีเวลาในเฉิงตูไม่มาก ย่านนี้เป็นจุดที่เข้าใจง่าย เดินทางสะดวก และรวมร้านยอดนิยมไว้เยอะ

อีกทั้งยังสามารถเชื่อมต่อไปยังพื้นที่ใกล้เคียง เช่น Taikoo Li และย่านใจกลางเมืองได้

ความรู้สึกจริงจากเดียร์

คนค่อนข้างเยอะ โดยเฉพาะช่วงเย็น วันหยุด และช่วงเทศกาล

หากตั้งใจถ่ายรูปหรือเดินดูร้านแบบไม่เบียดมาก แนะนำให้มาเช้าหรือวันธรรมดา แต่ถ้าอยากได้บรรยากาศคึกคัก มีไฟและคนเดินเต็มถนน ช่วงเย็นก็สนุกไปอีกแบบ

ใช้เวลาเท่าไร?

อย่างน้อย 2–4 ชั่วโมง แต่สามารถอยู่ได้ทั้งวันหากรวมการกินข้าวและเดินห้างใกล้เคียง

คำค้นสำหรับแผนที่: 春熙路



จัดกลุ่มพิกัดเฉิงตูตามสไตล์การเที่ยว

สำหรับคนมาเฉิงตูครั้งแรก

เริ่มจากสถานที่เหล่านี้ก่อน:

  1. Chengdu Panda Base
  2. Chunxi Road
  3. Dongjiao Jiyi
  4. Fuqin Night Market

จะได้ครบทั้งแพนด้า ใจกลางเมือง วัฒนธรรมวัยรุ่น และของกิน Local

สำหรับสายคาเฟ่และชอบนั่งชิล

  • Li Shanshan Tea
  • You First
  • Wesley Valley
  • คาเฟ่รอบ Dongjiao Jiyi
  • Tianfu Art Park

สำหรับสายช้อปปิ้ง

  • Chunxi Road
  • COSMO
  • MixC Mall
  • Dongjiao Jiyi

สำหรับสายศิลปะและถ่ายรูป

  • Tianfu Art Park
  • Dongjiao Jiyi
  • COSMO
  • พื้นที่ Outdoor ของ MixC

สำหรับนักเรียนไทยที่อยู่เฉิงตู

  • ร้านพระพุทธเจ้าสี่หน้า
  • You First
  • Wesley Valley
  • Fuqin Night Market
  • MixC Mall

ตัวอย่างแพลนเที่ยวเฉิงตู 3 วัน

วันที่ 1: แพนด้าและย่านใจกลางเมือง

ช่วงเช้า: Chengdu Panda Base
ช่วงบ่าย: กลับมาพักและกินอาหารกลางวัน
ช่วงเย็น: Chunxi Road และพื้นที่ใกล้เคียง
มื้อเย็น: เลือกร้านอาหารในย่านใจกลางเมือง

วันนี้ควรเริ่มเช้า เพราะแพนด้ามีแนวโน้มเคลื่อนไหวมากกว่าในช่วงอากาศเย็น


วันที่ 2: ศิลปะ แฟชั่น และย่านวัยรุ่น

ช่วงสาย: Tianfu Art Park
ช่วงบ่าย: เดินทางไป Dongjiao Jiyi
ช่วงเย็น: เดินร้านแฟชั่นและแวะคาเฟ่
มื้อเย็น: Fuqin Night Market

วันนี้เหมาะกับคนชอบถ่ายรูปและเดินเยอะ ควรใส่รองเท้าที่สบาย


วันที่ 3: ช้อปปิ้งและคาเฟ่

ช่วงสาย–บ่าย: MixC Mall
ช่วงบ่าย: แวะ Li Shanshan Tea
ช่วงเย็น: COSMO หรือ Wesley Valley
มื้อเย็น: ร้านอาหารไทย หากเริ่มคิดถึงรสชาติบ้านเรา


การเดินทางในเฉิงตูสำหรับนักท่องเที่ยว

เฉิงตูเป็นเมืองขนาดใหญ่ ระยะทางระหว่างสถานที่อาจไกลกว่าที่เห็นบนแผนที่ จึงไม่ควรวางสถานที่คนละฝั่งเมืองไว้ติดกันมากเกินไป

วิธีเดินทางที่สะดวก

  • Metro: เหมาะกับสถานที่ในเมืองและย่านช้อปปิ้ง
  • Didi: เหมาะกับกลุ่ม 2–4 คน หรือสถานที่ที่อยู่ห่างจากสถานี
  • จักรยานสาธารณะ: เหมาะกับระยะสั้นเมื่ออากาศดี
  • เดิน: เหมาะเฉพาะในแต่ละย่าน เพราะตัวเมืองกว้าง

สำหรับคนมาเที่ยวครั้งแรก เดียร์แนะนำให้ติดตั้ง

  • Alipay
  • WeChat
  • Amap หรือ 高德地图
  • Didi
  • แอปแปลภาษา
  • Dianping สำหรับดูรีวิวร้านอาหาร

ควรบันทึกชื่อสถานที่เป็นภาษาจีนไว้ด้วย เพราะชื่อภาษาอังกฤษบางแห่งอาจค้นไม่เจอหรือเรียกไม่เหมือนกันในแต่ละแอป


มาเฉิงตูช่วงไหนดีที่สุด?

แต่ละฤดูให้ประสบการณ์ต่างกัน

ฤดูใบไม้ผลิ

อากาศค่อนข้างสบาย เหมาะกับการเดินสวนและพื้นที่ Outdoor แต่อาจมีฝนหรืออากาศแปรปรวน

ฤดูร้อน

อากาศร้อนและชื้น ต้องวางกิจกรรมกลางแจ้งไว้ช่วงเช้า และใช้ช่วงบ่ายเดินห้างหรือพิพิธภัณฑ์

ฤดูใบไม้ร่วง

เป็นช่วงที่หลายคนชอบ เพราะอากาศเย็นลง เหมาะกับการเดินเที่ยวและถ่ายรูป

ฤดูหนาว

อากาศเย็นและอาจมีความชื้นสูง ท้องฟ้าบางวันค่อนข้างครึ้ม แต่คนอาจน้อยกว่าช่วงท่องเที่ยวยอดนิยม

ไม่ว่าจะมาฤดูไหน ควรเช็กพยากรณ์อากาศก่อนจัดตาราง เพราะบรรยากาศของเฉิงตูเปลี่ยนได้ค่อนข้างเร็ว


สรุป: เฉิงตูไม่ได้มีแค่แพนด้าและหมาล่า

สิ่งที่เดียร์ชอบเกี่ยวกับเฉิงตูคือ เมืองนี้มีอะไรให้ค้นหาเยอะมาก แต่ไม่ได้ทำให้เรารู้สึกว่าต้องรีบตลอดเวลา

เราสามารถใช้เวลาช่วงเช้าดูน้องแพนด้า ช่วงบ่ายเดินดูงานศิลปะ เย็นไปช้อป Local Brand แล้วจบวันด้วยการเดินกินของที่ตลาดกลางคืนได้

สำหรับนักท่องเที่ยว เฉิงตูเป็นเมืองที่เที่ยวสนุก กินง่าย และมีทั้งวัฒนธรรมดั้งเดิมกับความทันสมัย

สำหรับนักเรียน เมืองนี้ก็มีพื้นที่ให้ใช้ชีวิตค่อนข้างครบ ทั้งมหาวิทยาลัย ห้าง คาเฟ่ สวน ตลาด และ Community ของคนรุ่นใหม่

และสำหรับเดียร์ ยิ่งได้กลับมาเฉิงตูหลายครั้ง ก็ยิ่งรู้สึกว่าเมืองนี้ไม่ใช่เมืองที่มาเพียงครั้งเดียวแล้วจบ เพราะทุกครั้งจะมีร้านใหม่ ย่านใหม่ และมุมใหม่ ๆ ให้ค้นพบเสมอ


สนใจมาเรียนหรือเปิดประสบการณ์ที่เฉิงตู?

Chinese Chiwchiw มีทั้งโครงการค่ายระยะสั้น การเรียนภาษาจีน และบริการวางแผนเรียนต่อมหาวิทยาลัยในประเทศจีน

ทีมงานช่วยดูแลตั้งแต่

  • เลือกเมืองและมหาวิทยาลัย
  • วางแผนหลักสูตร
  • สมัครเรียนและสมัครทุน
  • เตรียมเอกสาร
  • ยื่นวีซ่า
  • จัดหาที่พัก
  • เตรียมตัวก่อนเดินทาง
  • ดูแลช่วงเริ่มต้นชีวิตในประเทศจีน

สำหรับน้อง ๆ และผู้ปกครองที่สนใจ เรียนต่อเฉิงตู หรืออยากรู้ว่าเฉิงตูเหมาะกับไลฟ์สไตล์และเป้าหมายของเราหรือไม่ สามารถสอบถามทีม Chinese Chiwchiw ได้เลยค่ะ

Line: @chiwchiw
โทร: 099-485-5511
Facebook: Chinese Chiwchiw

เพราะการเลือกเมืองเรียนต่อไม่ได้ดูเพียงชื่อมหาวิทยาลัย แต่ควรเลือกเมืองที่เราสามารถเรียนรู้ ใช้ชีวิต และเติบโตได้อย่างมีความสุขด้วยค่ะ