
ช่วงนี้เดียร์อ่านข่าวหนึ่งจาก Bangkok Post แล้วรู้สึกว่าน่าสนใจมาก เพราะมันสะท้อนภาพใหญ่ของการศึกษาและตลาดแรงงานในอนาคตได้ชัดมาก
ระหว่างปี 2021–2025 มหาวิทยาลัยในจีนมีการยกเลิกหรือพักหลักสูตรปริญญาตรีกว่า 12,200 หลักสูตร และในขณะเดียวกันก็เปิดหลักสูตรใหม่กว่า 10,200 หลักสูตร
สิ่งที่น่าสนใจคือ หลายหลักสูตรที่ถูกลดลงอยู่ในกลุ่มสาขาที่ถูกมองว่าอาจไม่ตอบโจทย์ตลาดงานเท่าเดิม หรือมีบัณฑิตมากเกินความต้องการ
ในขณะที่หลักสูตรใหม่ ๆ ที่เพิ่มขึ้น กลับไปอยู่ในกลุ่มที่เกี่ยวกับ AI, robotics, embodied intelligence, digital economy และเทคโนโลยีแห่งอนาคตมากขึ้น
สำหรับเดียร์ ข่าวนี้ไม่ได้เป็นแค่ข่าวการศึกษาในจีน
แต่มันคือสัญญาณว่า จีนไม่ได้มอง AI เป็นแค่ “เทรนด์” หรือสิ่งที่เรียนเสริมไว้รู้เฉย ๆ
แต่จีนกำลังมอง AI เป็นโครงสร้างสำคัญของประเทศ
เป็นสิ่งที่จะกระทบทั้งการศึกษา ตลาดแรงงาน ธุรกิจ และทิศทางอาชีพของคนรุ่นใหม่
และคำถามที่น่าคิดมากคือ…
ในอนาคต คำถามอาจไม่ใช่แค่ว่า
“เราเรียนจบสาขาอะไร”
แต่คือ
“สาขาที่เราเรียน ยังตอบโจทย์โลกที่กำลังเปลี่ยนไปไหม?”
“เรามีทักษะที่อยู่ร่วมกับ AI ได้ไหม?”
“เราเข้าใจเทคโนโลยีพอที่จะนำไปใช้ในชีวิตจริงหรือธุรกิจจริงไหม?”
เพราะปัญหานี้ไม่ได้เกิดแค่ในจีน
ในไทยเอง เราก็เริ่มเห็นปัญหาบัณฑิตจบใหม่หางานยากขึ้น หลายคนเรียนจบแล้ว แต่ตลาดงานไม่ได้ต้องการแค่ “ใบปริญญา” อีกต่อไป
เมื่อก่อน ปริญญาอาจเป็นเหมือนใบผ่านทาง
แต่วันนี้ ปริญญาอาจเป็นแค่ minimum requirement
คำถามจริง ๆ คือ…
เราทำอะไรได้จริง?
เราคิดเป็นไหม?
เราใช้ AI เป็นไหม?
เราแก้ปัญหาในโลกจริงได้ไหม?
และเรามีทักษะที่ตลาดต้องการตอนนี้หรือเปล่า?
อีกเรื่องที่น่าสนใจมากคือ โลกของ AI เองก็กำลังเปลี่ยน
ช่วงแรก ๆ เราพูดถึง AI chatbot
คือ AI ที่เราถาม แล้วมันตอบ
แต่ตอนนี้เทรนด์โลกกำลังขยับไปสู่ AI agent
คือ AI ที่ไม่ได้แค่ตอบคำถาม แต่สามารถ “ทำงาน” ได้เป็นขั้นตอน
เช่น ช่วยวิเคราะห์ข้อมูล
ช่วยวางแผน
ช่วยเขียนรายงาน
ช่วยตอบลูกค้า
ช่วยใช้เครื่องมือหลายตัวร่วมกัน
หรือแม้แต่ทำงานร่วมกับ agent ตัวอื่น ๆ เหมือนเป็นทีม
Alibaba และบริษัท AI ในจีนหลายเจ้าก็กำลังขยับจาก chatbot ไปสู่ AI agent มากขึ้น
นี่แปลว่าอะไร?
แปลว่าในอนาคต งานจำนวนมากอาจไม่ได้ถูกเปลี่ยนด้วย AI ที่ “คุยเก่ง” อย่างเดียว
แต่จะถูกเปลี่ยนด้วย AI ที่ “ทำงานได้”
โดยเฉพาะงานที่เป็น routine เช่น admin, basic research, customer service, basic content, basic data, reporting หรือการประสานงานบางอย่าง
แต่ไม่ได้แปลว่าคนจะหมดความสำคัญ
กลับกัน คนที่สำคัญมากขึ้นคือคนที่สามารถใช้ AI เป็น
สั่งงาน AI เป็น
ตรวจงาน AI เป็น
เอา AI ไปใช้กับธุรกิจจริงได้
และยังมี judgement, creativity, communication และความเข้าใจมนุษย์
เพราะฉะนั้น สำหรับเดียร์ คำถามไม่ใช่แค่ว่า
“ควรเรียนสาขาอะไร?”
แต่คือ
“สาขาที่เราเรียน ทำให้เราปรับตัวกับโลก AI ได้ไหม?”
ส่วนตัวเดียร์ไม่ได้คิดว่าทุกคนต้องไปเรียน AI แบบเขียนโค้ดทั้งหมด
แต่คิดว่าทุกคนควรเริ่มเข้าใจว่า AI จะเข้าไปอยู่ในแทบทุกอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็น business, marketing, education, finance, media, e-commerce หรือการทำงานในองค์กรทั่วไป
และนี่คือเหตุผลที่จีนเป็นประเทศที่น่าจับตามองมาก ๆ สำหรับคนที่สนใจอนาคตของ AI และ digital economy
เพราะเขาไม่ได้แค่ “พูดถึง AI”
แต่กำลังปรับทั้งระบบการศึกษาเพื่อเตรียมคนให้เข้าสู่ยุค AI จริง ๆ
สำหรับเด็กที่กำลังเลือกเส้นทางเรียนต่อ ข่าวนี้เป็นสัญญาณสำคัญมากว่า…
อนาคตไม่ได้ต้องการแค่คนมีปริญญา
แต่ต้องการคนที่เรียนรู้เร็ว ปรับตัวไว และเข้าใจว่าเทคโนโลยีกำลังเปลี่ยนโลกยังไง
ใครสนใจข่าวเต็ม สามารถอ่านต่อได้จากบทความ Bangkok Post ที่เดียร์แปะไว้ด้านล่างนะคะ
#China #AI #ArtificialIntelligence #StudyInChina #DigitalEconomy #FutureSkills #เรียนต่อจีน #เรียนภาษาจีน #ChineseChiwchiw
South China Morning Post. (2026). South China Morning Post. [online] Available at: https://www.scmp.com/tech/big-tech/article/3357260/alibaba-eyes-physical-world-its-first-suite-ai-models-robots [Accessed 18 Jun. 2026].
Morning, C. (2026). China’s universities cut 12,000 ‘obsolete’ degrees amid race to embrace AI era. [online] https://www.bangkokpost.com. Available at: https://www.bangkokpost.com/world/3270670/chinas-universities-cut-12000-obsolete-degrees-amid-race-to-embrace-ai-era#google_vignette [Accessed 18 Jun. 2026].
South China Morning Post. (2024). South China Morning Post. [online] Available at: https://www.scmp.com/news/china/article/3275503/universities-china-change-course-meet-governments-need-hi-tech-workforce [Accessed 18 Jun. 2026].




